the eternities

Friday, January 14, 2005

the eternities บทที่ 1

อาจเป็นเพราะช่วงฤดูหนาวที่ยาวนานกว่าปกติ แนวของเทือกเขาสูงลิ่วสลับซับซ้อนที่ทอดตัวยาวอยู่เบื้องหน้าจึงถูกปกคลุมด้วยหิมะ จนมองดูราวกับทุกสรรพสิ่งมีแต่สีเทาของขุนเขาและสีขาวสะอาดของหิมะ ตอนเหนือของทราสตอนนี้จึงงดงามและยังคงหนาวเย็นยิ่งนัก แต่เงาร่างสูงสง่าที่ยืนโดดเด่นบนยอดเขากลับดูไม่นำพากับอากาศที่เย็นยะเยือก และสายลมที่กรรโชกแรงขึ้นจนเสื้อคลุมสีดำสนิทที่สวมอยู่ปลิวสะบัด เผยให้เห็นเครื่องแบบทหารรัดกุมสีดำขลิบทอง

นิโคเดมัส เครนท์ซ ราชาผู้ปกครองดาวทราส ผู้ซึ่งได้รับการขนานนามเมื่อครั้งสงครามอันยิ่งใหญ่ระหว่างดวงดาวเมื่อหลายปีก่อนว่า “แบล็คแห่งทราส”

ทราส ดวงดาวที่เจริญด้วยเทคโนโลยีและยิ่งใหญ่ด้วยอำนาจทางการทหาร แต่พลังและอำนาจที่มีอยู่กลับยิ่งทำให้ร่างสูงว่างเปล่าและโดดเดี่ยวยิ่งขึ้น ดวงตาสีดำสนิททรงอำนาจและเยือกเย็นคู่นั้นเหม่อมองไปยังท้องฟ้าสีครามเบื้องหน้า ราวกับจะค้นหาเงาร่างหนึ่งที่สลักลึกในความทรงจำ

.....อีกเพียงไม่กี่วันก็ครบกำหนดสัญญา อีกไม่กี่วันเท่านั้น....

สัญญาณเบาๆ ดังขึ้นรบกวนความคิด พร้อมกับเสียงรองผู้บัญชาการทหารแห่งทราส “ท่านเครนท์ซถึงเวลาเดินทางแล้ว ในฐานะผู้นำสหพันธ์ท่านคงไม่อยากไปสายในการประชุมครั้งนี้หรอกนะ”

เสียงถอนหายใจแผ่วเบาดังขึ้น ขณะที่เงาร่างนั้นวูบหายไปจากยอดเขาราวกับสายลม

–˜–˜–˜–˜–˜

ห่างออกไปยังดาวที่อยู่อีกฟากหนึ่งของห้วงจักรวาลอันไกลโพ้น ดาวดวงเล็กที่รักสงบและงดงามด้วยธรรมชาติ ซึ่งวิถีชีวิตที่ธรรมดาและเรียบง่าย แตกต่างดาวอื่นๆ

แต่ขณะนี้บรรยากาศของเอ็มเมอร์ราลด์กลับปกคลุมด้วยความหม่นหมอง ทุกคนกำลังสวดภาวนาให้กับ นาธาเนียล ลาเฟีย ผู้ซึ่งกำลังจะเดินทางไปสู่หุบผานิรันดร์ หุบผาอันงดงามซึ่งเป็นสถานที่ทอดร่างของผู้นำทุกรุ่นเมื่อสิ้นอายุขัย แม้ชาวเอ็มเมอร์ราลด์จะมีพลังอำนาจในการรักษาและเยียวยาสูงเพียงใด แต่กลับไม่มีผู้ใดสามารถรักษาราชาของตนได้ เพราะแม้แต่พลังอันสูงสุดของผู้เป็นราชายังทำได้เพียงยืดพลังชีวิตของตนเองเท่านั้น

ภายในปราสาทหินอ่อนสีขาว ที่แทรกอยู่ท่ามกลางหุบเขาอันเป็นอาณาเขตราชฐานของเอ็มเมอร์ราลด์ ร่างสูงโปร่งในชุดเสื้อคลุมสีขาวสะอาดยาวจรดพื้น รวบเอวด้วยเชือกถักสีทองทิ้งพู่ระชายเสื้อคลุม ยืนหันหลังเหม่อมองออกไปนอกหน้าต่าง ผมนุ่มสลวยที่ทิ้งตัวลงยาวเกือบจรดชายเสื้อคลุมจนดูราวกับม่านไหมสีเงิน ถูกสายลมบางเบาพัดจนได้กลิ่นหอมอ่อนๆ กำจาย ปะปนกับกลิ่นหอมของบุปผชาติหลากหลายพันธุ์จากอุทยาน

ราชาแห่งเอ็มเมอร์ราลด์ ถอนใจเบาๆ ก่อนจะหมุนกายกลับมา เผยให้เห็นวงหน้างดงามราวกับรูปสลักอันวิจิตร แม้ขณะนี้จะซีดเผือดเพราะพลังชีวิตที่เริ่มอ่อนแอลงทุกขณะ ดวงตาสีมรกตจับจ้องอยู่ที่ ‘ซาลไมต์” รับรู้พลังอันรุนแรงและมหาศาลของ ‘อัญมณีแห่งจักรวาล’ ที่อยู่ในมือ สามเดือนที่ผ่านมามันได้ช่วยยืดระยะเวลาและชีวิตเขาให้คงอยู่มาจนถึงทุกวันนี้ ตอนนี้คงเป็นเวลาที่จะคืนซาลไมต์ให้กับเจ้าของของมันตามสัญญาแล้ว

เวลาสามเดือนช่างผ่านไปรวดเร็วแต่ก็นับว่าเพียงพอ เพราะตอนนี้ภาระงานของเขาถูกสะสางจนหมดสิ้น ไม่มีอะไรต้องกังวลอีกแล้ว ดวงตาของลาเฟียมองไปยังกลุ่มคนที่ยืนอยู่เบื้องหน้า ริมฝีปากงามคลี่ยิ้มอย่างปลอบประโลมเมื่อเห็นแววตารับรู้เหล่านั้น โดยเฉพาะเจ้าของดวงตาสีอำพันที่เอ่อคลอด้วยน้ำตา

“ดาห์เรน” ราชาคนต่อไปที่ถูกเลือกไว้เพื่อดูแลเอ็มเมอร์ราลด์ ควรจะวางใจได้แต่เหตุใดจึงยังรู้สึกค้างคาเช่นนี้ เปลือกตาบางใสของลาเฟียหรุบลงปิดบังความในใจ หรือเป็นเพราะ ........... เสียงทอดถอนใจดังแผ่วเบา แล้วริมฝีปากบางก็ฝืนยิ้มเมื่อหวนคำนึงถึงร่างสูงแข็งแกร่งที่ดูราวกับไม่เคยหวั่นไหวต่อสิ่งใด เจ้าของดวงตาสีดำสนิทที่เยือกเย็นและลึกล้ำยิ่งกว่าอัญมณีในมือ

“ลาก่อน” เสียงกระซิบอันอ่อนหวานระคนโศกเศร้าราวกับจะฝากฝังกับมณีในมือให้บอกกล่าวผู้ที่อยู่ยังดวงดาวอันไกลโพ้น ช่างเป็นการลาจากที่แสนเจ็บปวดและอ้างว้างในเมื่ออีกฝ่ายหนึ่งไม่ได้รับรู้แม้แต่น้อย นิ้วเรียวค่อยๆ วางซาลไมต์ลงบนโต๊ะ

วินาทีที่ซาลไมต์หลุดพ้นจากปลายนิ้ว ลาเฟียรู้สึกถึงคลื่นพลังงานจากซาลไมต์ที่เคยถ่ายทอดผ่านเข้าสู่ร่างกายจางหายไป

ร่างบอบบางค่อยๆ ทอดตัวลงนอนบนแท่นแก้วคริสตัลสีฟ้าใสซึ่งจะช่วยรักษาสภาพร่างกายเมื่อพลังชีวิตทั้งหมดสูญสลายไป ดวงตางดงามปิดลงช้าๆ ขณะลมหายใจเริ่มแผ่วเบาลงจนแทบจะขาดห้วง สติเริ่มเลือนหายไปพร้อมกับความมืดที่เข้าครอบงำอย่างรวดเร็ว

พลังงานสีเงินรวมตัวกันก่อรูปเป็นร่างโปร่งใสยืนเคว้งคว้างท่ามกลางความมืด ก่อนจะมองเห็นแสงสว่างงดงามที่เบื้องหน้า เงาร่างนั้นจึงก้าวตรงสู่อุโมงค์สว่างไสวที่ทอดยาวอยู่ตรงหน้าโดยไม่หันกลับมามองแม้เพียงแวบ ราชาแห่งเอ็มเมอราลด์ขณะนี้พร้อมที่จะเดินทางสู่หุบผานิรันดร์แล้ว

ทุกคนก้มศีรษะและคุกเข่าลง ดวงตาสีอำพันของดาห์เรนปรากฏเงาน้ำตารื้นขึ้นเมื่อมองร่างของลาเฟียราชาผู้ปกครองเอ็มเมอราลด์ ที่นอนสงบนิ่งตรงหน้า พร้อมกับพลังชีวิตที่ค่อยๆ อ่อนลงทุกขณะ อีกเพียง 15 ราตรีร่างงดงามนี้ก็จะจากไปชั่วนิรันดร์

ยากยิ่งนักที่จะทำใจยอมรับกับการสูญเสียผู้ที่เป็นที่รักยิ่ง ความเศร้าโศกปกคลุมทั่วดวงดาว ชาวเอ็มเมอร์ราลด์ทุกคนต่างรับรู้ถึงกระแสความอบอุ่นอ่อนโยนที่ขาดหายไป

“ข้าจะทำตามที่ท่านสั่งได้อย่างไร ลาเฟีย” เสียงพึมพำผะแผ่วหลุดรอดออกมา ดาห์เรนมองใบหน้าที่ราวกับรูปสลักอันวิจิตร และผมสีเงินเหยียดยาวที่ทอดตัวปกคลุมร่างนั้น

ดาห์เรน เราต้องคืนซาลไมต์ให้กับทราสไป ข้าไม่ต้องการให้ชาวเอ็มเมอราลด์ถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้ไม่รักษาคำสัญญา’ เสียงกระซิบอ่อนหวานดังแว่วขึ้นมาในความคิด เมื่อเขาเคยพยายามโต้แย้งและเสนอให้ลาเฟียเก็บซาลไมต์ไว้ต่อ แต่ก็ไม่เป็นผล

“ข้าทำไม่ได้ ลาเฟีย ข้าเสียใจ ข้าไม่อาจเห็นท่านจากไปเช่นนี้ได้” ร่างเล็กบอบบางของดาห์เรนผุดลุกขึ้นทันที หยิบมณีนั้นวางกลับลงบนร่างที่นอนสงบเบื้องหน้า

“ท่านดาห์เรน จะทำอะไร ท่านจะขัดคำสั่งของท่านลาเฟียอย่างนั้นหรือ” เสียงอุทานอย่างตระหนกดังขึ้นมาทางเบื้องหลัง ดวงตาสีอำพันหันกลับมาอย่างไม่ยอมแพ้

“ใช่ เพราะข้าจะไม่ยอมเสียลาเฟียไป มันต้องมีวิธีที่ดีกว่านี้” ดาห์เรนหลับตาลงเมื่อพยายามทุ่มเทพลังเพื่อเชื่อมโยงพลังชีวิตที่เบาบางของลาเฟีย กับพลังอันมหาศาลของซาลไมต์อีกครั้ง มือเล็กบางสั่นระริกขณะที่เหงื่อเม็ดเล็กผุดพรายทั่วหน้าผากเนียน กลุ่มคนที่ยืนอยู่เบื้องหลังสบตากันวูบก่อนจะเอื่อมมือไปสัมผัสไหล่ของดาห์เรน พลังแห่งการเยียวยาของบรรดาผู้นำแห่งเอ็มเมอร์ราลด์เริ่มเชื่อมต่อกับซาลไมต์

ดาห์เรนรับรู้ถึงพลังงานจากอัญมณีที่ถ่ายทอดเข้าสู่ร่างลาเฟียอีกครั้ง แต่สิ่งนั้นกลับสูญเปล่าเมื่อขาดการตอบรับจากร่างที่นอนสงบนิ่งอยู่ แม้พลังจะกล้าแข็งเพียงใดกลับไม่สามารถล่วงผ่านอุโมงค์สีเงินนั้นเข้าไปได้ ลาเฟียอยู่ไกลเกินไป

“ท่านตัดใจจากพวกเราได้จริงหรือ ลาเฟีย ได้โปรดกลับมาเถอะ” ดาห์เรนพึมพำเสียงพร่า ทำไมถึงยังไม่มีการตอบรับจากร่างที่นอนสงบนิ่ง ทำไมลาเฟียไม่ยอมรับพลังของซาลไมต์หรือพลังของพวกเขาจะไม่สามารถเชื่อมโยงพลังของทั้งคู่เข้าหากันได้

“ลาเฟีย ข้าจะทำอย่างไร” เสียงกระซิบถามอย่างสิ้นหวัง

เวลาผ่านไปเนิ่นนานแต่ร่างเล็กที่นั่งคุกเข่าอยู่เบื้องหน้าแท่นไม่ยอมขยับ มองผ่านม่านสีขาวบางเบาที่ถูกรูดปิดทำให้มองเห็นร่างงดงามที่นอนอยู่นั้นรางเลือนราวกับภาพฝัน

–˜–˜–˜–˜–˜

ในห้วงอวกาศอันเป็นเขตกลางของสหพันธ์แห่งดวงดาว ขณะนั้นเต็มไปด้วยยานของผู้ปกครองดวงดาวต่างๆ ซึ่งเป็นสมาชิกของสหพันธ์ และยานพิฆาตที่ทำหน้าที่คุ้มกันจำนวนมาก

ภายในห้องประชุมอันกว้างใหญ่บนยานโคเม็ต ซึ่งเป็นยานของผู้นำแห่งสหพันธิ์ได้ถูกรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวด เนื่องจากกำลังมีการประชุมครั้งประวัติศาสตร์ ของบรรดาเหล่าผู้นำต่างๆ มาร่วมลงนามในสัญญาสันติภาพหลังจากที่สามารถบรรลุข้อตกลงร่วมกันได้

จาร์ซัสแห่งอัสวานหนึ่งในบรรดาราชาผู้ปกครองดวงดาว ประทับตราของอัสวานลงบนสัญญา ใบหน้าเย็นชาและดูเหี้ยมเกรียมจากรอยแผลเป็นด้านซ้ายที่ขีดยาวพาดจากโหนกแก้มถึงมุมปาก ดวงตาสีเทาเช่นเดียวกับสีผมซึ่งสั้นเกรียนเกือบติดหนังศีรษะ มีแววโกรธเกรี้ยว

ในใจของจาร์ซัสกำลังคุกรุ่นด้วยโทสะ เมื่อไม่สามารถชักจูงให้ผู้นำคนอื่นให้ยกเลิกข้อตกลงนี้ได้ อัสวานกำลังขาดแคลนทรัพยากรอย่างหนัก เพราะได้ใช้ทรัพยากรเกือบทั้งหมดมาสนับสนุนการทหารและกองทัพ การล่าอาณานิคมจึงเป็นวิธีเดียวที่จะช่วยแก้ไขปัญหานี้ได้ แต่สนธิสัญญาสันติภาพกลับปิดโอกาสนี้ไป ซึ่งหากเขาเพิกเฉยกับสัญญาและไม่ลงชื่อยอมรับ อัสวานจะยิ่งถูกจำกัดทั้งการค้าและการสนับสนุนทางเทคโนโลยีจากดาวอื่นๆ

ดวงตาสีเทาแฝงแววเยือกเย็นและโหดเหี้ยมเมื่อมองไปยัง นิโคเดมัส เครนท์ซ ราชาแห่งทราส ผู้ซึ่งดำรงตำแหน่งผู้นำของสหพันธ์

“ดูท่าทางเจ้าไม่ยอมรับกับสนธิสัญญาฉบับนี้เลยนะ” เสียงทุ้มเบาดังขึ้นพอได้ยินกันเพียงสองคนทำให้จาร์ซัสหันไป ดวงตาทอประกายโทสะวูบเมื่อมองใบหน้าคมเข้มของเคธาน ราชาหนุ่มแห่งฟีเดลซึ่งกำลังมองมาด้วยดวงตาสีน้ำเงินเข้มอย่างรู้ทัน

“เหตุใดข้าจะไม่ยอมรับในเมื่อทุกคนเห็นด้วยเช่นนี้” รอยยิ้มเยาะปรากฏที่มุมปากของเคธาน ขณะเลิกคิ้วเข้มขึ้นเมื่อได้ยินคำตอบห้วนๆ

“ข้าดีใจที่ได้ยินดังนั้น” เคธานย้อน ราชาแห่งฟีเดลไม่เชื่อแม้แต่น้อยว่า จาร์ซัสจะรักษาสัญญา แต่อย่างน้อยก็คงรุกรานผู้ใดโดยเปิดเผยเช่นแต่ก่อนไม่ได้ และเนื่องจากอัสวานและฟีเดลเคยมีข้อพิพาทกันรุนแรงมาก่อน เขาก็อาจจะต้องระวังเพื่อไม่ให้ตนเองต้องตกเป็นฝ่ายรับขณะที่อีกฝ่ายหาโอกาสละเมิดสัญญาฉบับนี้ จาร์ซัสคำรามในคอขณะจะโต้ตอบก็ชะงัก เมื่อเสียงทุ้มแฝงด้วยอำนาจกล่าวขึ้น

“สนธิสัญญานี้จะทำให้เกิดความสงบ ปัญหาทุกอย่างต่อไปนี้จะถูกตกลงด้วยการทูต ข้าหวังว่าทุกคนจะรักษาข้อตกลงนี้ หากผู้ใดละเมิดข้อตกลงจะถือว่าเป็นศัตรูของสหพันธ์” เครนท์ซมองตรงไปยังราชาแห่งอัสวาน ก่อนที่ดวงตาสีดำสนิททรงอำนาจจะกวาดไปยังสมาชิกสหพันธ์คนอื่นๆ ขณะกล่าวปิดประชุม

เมื่อการประชุมสหพันธ์ดวงดาวสิ้นสุดลง ร่างสูงลุกขึ้นตวัดชายเสื้อคลุมก่อนจะหมุนตัวออกไป เมื่อผู้นำเดินพ้นห้องบรรยากาศอันเคร่งเครียดจึงเริ่มคลี่คลายลง เสียงพูดคุยของผู้ปกครองดาวอื่นๆ เริ่มดังขึ้นเบาๆ

ร่างสูงก้าวท้าวอย่างรวดเร็วตามอารมณ์โทสะที่พุ่งสูงขึ้น เขารอ! รอจนกระทั่งวันสุดท้ายของการประชุม แต่กลับไม่เห็นคนที่ต้องการพบมากที่สุด

ไม่! แม้แต่จะส่งข่าวมา ทำไม?

“เครนท์ซ” เสียงเรียกจากเคธาน ทำให้ร่างสูงที่กำลังก้าวอย่างรวดเร็วไปตามทางเดินชะงักหันกลับมา ดวงตาสีดำสนิทมองร่างสูงในเครื่องแบบสีน้ำเงินเข้มของราชาแห่งฟีเดล เพื่อนสนิทและเป็นหนึ่งในผู้ปกครองที่มาร่วมประชุมอย่างพยายามควบคุมอารมณ์

“เครนท์ซ ข้ามีเรื่องต้องบอกกับท่าน” เคธานเอ่ยอย่างเสียงเรียบ เครนท์ซหันมามองดวงตายังคงไม่บ่งบอกความรู้สึก

“มีอะไรหรือ เคธาน”

“ซาร์เมียร์อยู่บนยาน นางมากับข้าด้วย” เครนท์ซชะงักอีกครั้งเมื่อได้ยินชื่อนั้น ซาร์เมียร์พี่สาวต่างมารดาของเคธาน ซึ่งอายุเพียงห่างเดือนกันเท่านั้น ดวงตาสีดำสนิทเยือกเย็นขณะเอ่ยกับเคธานช้าๆ

“นางมาที่นี่ทำไม ข้าเคยเตือนนางแล้วว่าอย่ามาให้ข้าเห็นหน้าอีก” เคธานถอนใจ

“ท่านก็รู้ความมุ่งหวังของนาง” ดวงตาของเครนท์ซทอประกายโทสะเมื่อได้ยินดังนั้น

“เจ้าก็รู้ว่ามันเป็นไปไม่ได้”

“ข้ารู้ เครนท์ซ ว่าหัวใจท่านอยู่ที่ใด และข้าคิดว่าซาร์เมียร์เองก็รู้ แต่นิสัยของนางไม่ยอมแพ้อะไรง่ายๆ”

“ไม่มีประโยชน์ ข้าไม่ต้องการจะพบกับนางอีก และเจ้าก็เตือนนางด้วยหากครั้งนี้นางก่อเรื่องอะไรอีกข้าจะไม่ผ่อนปรนให้เป็นครั้งที่สอง เจ้ารู้ว่าข้าทำได้”

เคธานราชาแห่งฟีเดลมองเพื่อนสนิทอย่างเข้าใจ เพราะความจริงแล้วเขาเองก็ไม่ต่างกับเครนท์ซเท่าไหร่ ครั้งก่อนซาร์เมียร์ทำสิ่งที่แทบไม่อาจอภัยให้ได้จริงๆ ทุกครั้งที่เคธานนึกถึงเหตุการณ์นั้น หัวใจของชายหนุ่มยังหวาดหวั่นกับความรู้สึกที่ใกล้เคียงกับความสิ้นหวัง เขาเองก็เกือบจะสูญเสียสิ่งสำคัญไปเช่นเดียวกับเครนท์ซ

เครนท์ซหมุนตัวกลับจนชายเสื้อคลุมแผ่เป็นวงกว้าง เคธานถอนใจมองร่างสูงที่เป็นทั้งเพื่อนและผู้นำก่อนจะเดินเคียงข้างไปอย่างเงียบๆ เคธานรู้ว่าสิ่งเดียวที่ยับยั้งโทสะของเครนท์ซไว้ได้ในครั้งนั้น นั่นคือความผูกพันที่มีต่อบิดาของเขาราชาแห่งฟีเดลคนก่อน ซึ่งเครนท์ซรักและเคารพเช่นญาติสนิทเท่านั้น

แต่ถ้ามีครั้งที่สอง แม้แต่ความผูกพันนั้นก็คงไม่สามารถยับยั้งโทสะของเครนท์ไว้ได้อีก แม้แต่เขาก็เช่นกัน

–˜–˜–˜–˜–˜

ทุกคนในห้องควบคุมและบัญชาการของยานโคเม็ตลุกขึ้นอย่างรวดเร็ว พร้อมกับทำความเคารพเมื่อเห็นร่างสูงเดินผ่านเข้ามา เครนท์ซตวัดมือเบาๆ อย่างไม่สนใจเป็นเชิงให้ทำงานต่อ ทุกคนจึงก้มศีรษะและสนใจกับงานในหน้าที่ของตน ฟอกซ์ รองผู้บัญชาการทหารของทราสมองไปยังร่างสูงของเคธาน ราชาแห่งฟีเดล แล้วจึงก้าวเข้ามาก้มศีรษะเล็กน้อย

“ท่านเครนท์ซ ท่านเคธาน” เครนท์ซพยักหน้ารับขณะกวาดสายตาไปที่มอนิเตอร์เบื้องหน้า

“เป็นไงบ้าง ฟอกซ์” เคธานทักนายทหารหนุ่มร่างสูงอย่างเป็นกันเอง ฟอกซ์ยิ้มเล็กน้อยก้มศีรษะรับคำทักทายนั้น

“ท่านเคธาน ดีใจที่ได้พบท่านอีกครั้ง”

“หึ เก็บความดีใจไว้ก่อนเถอะเพราะเดี๋ยวเจ้าต้องปวดหัวแน่ คราวนี้ฟีล่าร่ำร้องอยากมาพบเจ้า จนข้าต้องยอมให้นางตามมาด้วย คงอยากให้เจ้าพาเที่ยวเล่นเหมือนเดิม” เคธานเอ่ยถึงฟีล่าซึ่งเป็นน้องสาวคนเล็กร่วมมารดาเดียวกับซาร์เมียร์

ฟอกซ์ยิ้มดวงตาสีน้ำตาลเป็นประกาย เมื่อหวนนึกถึงความซุกซนของน้องสาวคนเล็กของราชาเคธานซึ่งอายุห่างจากเคธานและซาร์เมียร์เกือบ 10 ปี ทำให้ถูกรักและตามใจมาก แต่อุปนิสัยของฟีล่ากลับน่ารักและอ่อนโยนแตกต่างจากความงดงามและเย็นชาของซาร์เมียร์ ตัวเขาเองก็มีน้องสาวเล็กๆ ทำให้อดที่จะเอ็นดูท่านหญิงฟีล่าไม่ได้

“ฟอกซ์ บรรดาผู้นำต่างๆ ที่มาประชุมจะเดินทางกลับภายในพรุ่งนี้ แจ้งบรรดายานของพวกเขาให้เตรียมตัวด้วย หลังจากนั้นให้เตรียมตัวเดินทางกลับทราสได้” เครนท์ซสั่งการ พร้อมกับทรุดตัวลงนั่ง

“ครับท่าน”

“ทำไมต้องรีบขนาดนั้น เครนท์ซ” เคธานเอ่ยอย่างสงสัย

“ข้าต้องการกลับทราสแล้ว ไม่มีประโยชน์อะไรที่จะต้องรั้งรออยู่ที่นี่อีก” ร่างสูงตอบเสียงเรียบ เคธานถอนใจ ในที่สุดก็เอ่ยปากถามสิ่งที่รบกวนจิตใจอยู่ตลอดเวลา

“เครนท์ซ เหตุใดเอ็มเมอร์ราลด์ไม่ส่งคนมาร่วมประชุมครั้งนี้ นอกจากนี้ยังครบกำหนดเวลาสามเดือนที่พวกเขาสัญญากับท่าน ข้าคิดว่าจะพบพวกเขาที่นี่ด้วยซ้ำ” เครนท์ซยังคงเงียบสงบ ไม่ตอบคำถามนั้นขณะที่กำมือแน่น ดวงตาคมกริบหรี่ลงซ่อนโทสะไว้

ออดดดด.............

เสียงสัญญาณจากเครื่องรับกำลังสูงในห้องควบคุมและบังคับการดังขึ้น ทำให้ฟอกซ์หันกลับไปมองอย่างแปลกใจ ชายหนุ่มมองเจ้าหน้าที่ที่รับผิดชอบค้นหาแหล่งที่มาแล้วก็ต้องชะงักอย่างคาดไม่ถึงเมื่อเครื่องแจ้งพิกัดของสัญญาณ เจ้าหน้าที่สื่อสารสบตากับฟอกซ์วูบ ก่อนจะพยักหน้ายืนยัน

“ท่านเครนท์ซ ....สัญญาณจากพิกัด J 88 ดาวเอ็มเมอร์ราลด์” ฟอกซ์หันมารายงาน ดวงตาสีน้ำตาลเป็นประกายอย่างระวัง เมื่อผู้นำแห่งทราสหันมาช้าๆ เคธานเองก็ถึงกับนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง

“เปิดสัญญาณรับ” เครนท์ซสั่งเสียงเรียบ

จอภาพขนาดใหญ่กระพริบวูบทันที

นิโคเดมัส เครนท์ซ ค่อยๆ คลายหมัดที่กำไว้แน่นเมื่อชายที่ปรากฎบนจอขนาดใหญ่นั้น ไม่ใช่คนที่คาดคิดไว้ ตรงข้ามกับเคธานที่จ้องมองจอภาพอย่างไม่คลาดสายตา

‘ดาห์เรน เป็นเจ้าจริงๆ’ เคธานพิจารณาร่างเล็กเพรียวที่อยู่ในความคิดเขามาตลอดเวลาสามเดือน ร่างตรงหน้าที่ยิ่งดูบอบบางลงไปกว่าเดิม แววตางดงามคู่นั้นแม้จะนิ่งเฉยแต่ก็แฝงแววเศร้าหมอง จนทำให้เคธานอยากจะให้ตนเองได้อยู่เคียงข้างเพียงเพื่อจะได้ปลอบโยนลบรอยเศร้าหมองนั้นออกไป

เมื่อดวงตาสีอำพันของดาห์เรนมองตรงออกมา ร่างในเสื้อคลุมสีขาวก็ต้องหัวใจกระตุกวูบลอบสูดลมหายใจลึก เมื่อสายตามองทอดผ่านไปด้านหลังผู้นำแห่งทราส พบกับดวงตาสีน้ำเงินลึกซึ้งของอีกผู้หนึ่งที่จับจ้องมา ดวงตาสีอำพันเมินหลบพยายามควบคุมตัวเองไว้อย่างสุดความสามารถ ก่อนจะไขว้มือแตะหน้าอกพร้อมกับก้มศีรษะลงช้าๆ

“ท่านเครนท์ซ” ร่างสูงพยักหน้ารับการเคารพ ก่อนกล่าวเสียงเย็นชา

“ข้าต้องได้พบกับตัวแทนของเอ็มเมอร์ราลด์ในการประชุมสหพันธ์วันนี้ไม่ใช่หรือ เจ้าจะอธิบายเรื่องนี้ว่าอย่างไร ดาห์เรนแห่งเอ็มเมอร์ราลด์”

“ข้าเสียใจ ท่านเครนท์ ข้าพยายามติดต่อมาก่อนหน้านี้เพื่อแจ้งว่าเอ็มเมอร์ราลด์ไม่สามารถเข้าร่วมการประชุมได้ แต่การปรวนแปรของบรรยากาศทำให้การสื่อสารขัดข้อง จึงไม่สามารถส่งข่าวได้” ดวงตาสีดำสนิทหรี่ลงเล็กน้อยเมื่อได้ยินคำตอบก่อนจะเอ่ยเสียงเย็นชา

“ต้องเป็นเรื่องที่สำคัญมากซินะจึงทำให้เอ็มเมอร์ราลด์กล้าทำผิดกฎของสหพันธุ์เช่นนี้” ดาห์เรนก้มศีรษะยอมรับ

“ใช่! ดังนั้นทางเอ็มเมอร์ราลด์จะยินดีลงนามและยอมรับข้อตกลงในการประชุมทั้งหมดโดยไม่มีข้อแม้”

ร่างสูงพยักหน้าแล้วรอ ดาห์เรนสบตาทรงอำนาจคู่นั้นแล้วสูดลมหายใจลึก ร่างบางรู้ว่าผู้นำแห่งทราสรอรับฟังเรื่องใดต่อ

“นอกจากนี้แล้วข้ายังมีข้อขอร้องมายังทราส ในเรื่องของซาลไมต์”

“ซาลไมต์?” ดาห์เรนผงกศรีษะก่อนจะเอ่ยต่ออย่างรวดเร็ว

“ท่านเครนท์ซ ข้ารู้ว่ามันครบกำหนดที่จะคืนซาลไมต์ให้กับทราส แต่ข้าต้องการยืมมันไว้อีกช่วงระยะเวลาหนึ่ง” ดวงตาสีดำสนิทของเครนท์ซทอประกายโทสะวูบขึ้นมาเล็กน้อย เหตุใดดาห์เรนมาเจรจาเรื่องนี้เอง คนที่ควรจะพูดเรื่องนี้กับเขาอยู่ที่ใด

“ระยะเวลาหนึ่ง นั่นคืออีกนานเท่าใด” ชายหนุ่มถามเสียงเย็นชา ทำให้ดาห์เรนถอนใจอย่างอัดอั้น

“ข้าไม่แน่ใจ” เครนท์ซระงับโทสะที่พุ่งขึ้นไว้อย่างยากเย็นเมื่อได้ยินคำตอบนั้น

“แล้วลาเฟียอยู่ที่ใด เหตุใดจึงไม่มาเจรจากับข้าเอง”

“ขณะนี้เอ็มเมอร์ราลด์อยู่ในการดูแลของข้า ดังนั้นข้ามีอำนาจในการเจรจาแทนลาเฟีย” ร่างสูงขมวดคิ้วเมื่อตระหนักถึงฐานะของผู้ที่อยู่ตรงหน้า พร้อมๆกับโทสะที่พลุ่งขึ้น

ไม่มีเหตุผล! ในเมื่อลาเฟียเป็นคนขอยืมซาลไมต์กับข้า เมื่อมีเหตุอันใดเขาควรจะมาพูดกับข้าเอง หรือจะให้ข้าเข้าใจว่าข้อตกลงยืมซาลไมต์เป็นเวลาสามเดือนนั่น พวกเจ้าจงใจที่จะผิดสัญญาตั้งแต่แรกงั้นหรือ”

เสียงเย็นชาบ่งบอกถึงโทสะอันรุนแรงของผู้พูด แม้จะอยู่ห่างไกลกันมากแต่ประกายกล้าจากดวงตาคมกริบของร่างสูง ก็ยังทำให้ดาห์เรนเผลอถอยกายไปหนึ่งก้าว พร้อมกับปฏิเสธ

“ไม่ใช่เช่นนั้น ท่านเครนท์ซ” แววตาว้าวุ่นของดาห์เรนทำให้ร่างสูงที่ยืนอยู่เบื้องหลังเครนท์ซเป็นฝ่ายทนไม่ได้ มือใหญ่เอื้อมแตะไหล่เพื่อนสนิท

“เครนท์ซ ดาห์เรนอาจมีเหตุผลก็ได้” แต่เครนท์ซสะบัดมือด้วยโทสะ ทำให้ชายเสื้อคลุมสีดำกระพือพัดขึ้นเมื่อพลังอันรุนแรงแผ่ออกจากร่างสูง จนแม้กระทั่งเคธานยังต้องถอยกายไปหนึ่งก้าว

“ข้าไม่รับฟังเหตุผล ดาห์เรน เอ็มเมอร์ราลด์ต้องส่งซาลไมต์คืนมาเมื่อครบกำหนด และข้าจะไม่ตกลงอะไรอีกไม่ว่ากับเจ้าหรือลาเฟีย” ร่างสูงมองตรงไปข้างหน้าราวกับจะค้นหาใครอีกคน

‘ลาเฟีย เจ้าผิดสัญญา ในเมื่อเจ้าทำเช่นนี้ ข้าก็จะไม่รับฟังอะไรทั้งนั้น’

ดาห์เรนมองร่างสูงแล้วเม้มปากแน่นก่อนจะตัดสินใจ เมื่อร่างสูงหมุนตัวขณะจะเดินออกไปเสียงแผ่วเบาก็เรียกไว้

“ท่านเครนท์ซ แม้ซาลไมต์นั่นจะมีผลต่อชีวิตของลาเฟียอย่างนั้นหรือ” ร่างสูงชะงักเมื่อได้ยินคำถามนั้น แต่ด้วยโทสะและความเข้าใจผิดทำให้เครนท์ซไม่ได้ใส่ใจกับความหมายที่แฝงอยู่ในประโยค

“ใช่”

ดาห์เรนกำหมัดแน่นเมื่อฟังคำตอบ สูดลมหายใจลึกระงับอารมณ์โกรธแกมเสียใจไว้อย่างยากเย็น ดวงตาสีอำพันแปรเปลี่ยนเป็นเย็นชาเมื่อเอ่ยต่อ

“เมื่อท่านกล่าวดังนี้คงไม่มีประโยชน์ที่จะขอร้องต่อไป แต่ข้าไม่อาจปล่อยให้ท่านเข้าใจผิด ลาเฟียสั่งให้คืนซาลไมต์กับทราสเมื่อครบกำหนดแต่ข้ากลับขัดคำสั่งนั้น เพราะหวังว่าท่านอาจจะเห็นแก่ลาเฟียและรับฟังเหตุผลบ้าง แต่ตอนนี้ข้าก็รู้แล้วว่าทุกอย่างที่นี่คงไม่สำคัญกับท่านราชาผู้ยิ่งใหญ่แห่งทราส” สิ่งที่ได้ยินจากดาห์เรนทำให้เครนท์ซชะงัก ลางสังหรณ์ประหลาดทำให้ร่างสูงหันกลับมาช้าๆ

“เจ้าหมายความว่าอย่างไร”

“ลาเฟียไม่ใช่...หลีกเลี่ยงการเจรจากับท่าน แต่ลาเฟีย.......ไม่สามารถจะสนทนากับท่านได้อีกแล้ว” ทุกอย่างในร่างกายของเครนท์ซราวกับจะหยุดนิ่ง จิตใจอันแข็งแกร่งไหววูบอย่างระงับไม่ทัน แล้วก็ราวกับเลือดทุกหยดในร่างจะแข็งตัวด้วยความรู้สึกเยือกเย็น เมื่อได้ยินประโยคต่อไป

“เพราะลาเฟียกำลังรอเวลาที่กลับสู่ความสงบอันเป็นนิรันดร์ ซึ่งก็คงอีกไม่นานนัก” ดาห์เรนชี้นิ้วไปจอภาพอีกจอที่อยู่ทางด้านหลังของตนซึ่งเปลี่ยนภาพไปทันที

“ท่านจะไม่อำลาลาเฟียเป็นครั้งสุดท้ายหรือ...เครนท์ซ แต่ก็นั่นแหละ ท่านก็คงไม่ได้สนใจว่าลาเฟียจะเป็นอย่างไรอยู่แล้ว” ดาห์เรนเค้นเสียงสั่นพร่าออกมา ขณะที่ดวงตาสีอำพันทอประกายเจ็บปวดแทนร่างที่นอนสงบนิ่งอยู่เบื้องหลัง

“ลาเฟีย!” เสียงกระซิบหลุดรอดจากริมฝีปากได้รูป เมื่อจอภาพสะท้อนให้เห็นเงาร่างโปร่งบางในชุดคลุมสีขาวที่นอนสงบนิ่งอยู่บนแท่นแก้วคริสตัลสะท้อนแสงสีฟ้าใส ดวงตาและริมฝีปากงดงามของร่างนั้นปิดสนิท มือไขว้ซ้อนกันกุมซาลไมต์ไว้บนหน้าอก เครนท์ซก้าวเข้าไปใกล้จอภาพด้วยฝีเท้าอันหนักอึ้ง หลุดคำพูดแผ่วเบา

“เกิดอะไรขึ้น?”

“ท่านสนใจด้วยหรือว่าเกิดอะไรขึ้นกับลาเฟีย” ดาห์เรนถามกลับอย่างเย็นชา

“ข้าถามว่าเกิดอะไรขึ้นกับลาเฟีย!!!” เครนท์ซตวาดออกมาอย่างดุดันเมื่อไม่ได้รับคำตอบ ดาห์เรนหายใจลึกควบคุมอารมณ์ก่อนจะตอบ

“4 เดือนก่อน เมื่อเราไปเยือนทราสอย่างเป็นทางการเพื่อขอยืมซาลไมต์ ลาเฟียได้บอกกับท่านแล้วว่า ต้องการพลังของมันในการรักษาอาการเจ็บป่วยราชาของดาวเอ็มเมอร์ราลด์”

“ใช่ เรื่องนั้นข้ารู้อยู่แล้ว” เครนท์ซตวัดเสียงห้วน กำหมัดแน่นเมื่อลางสังหรณ์วูบขึ้น ปริศนาในใจเริ่มคลี่คลาย ดาห์เรนมองดวงตาสีดำสนิทที่มีรอยหวั่นไหววูบหนึ่งก่อนจะเอ่ยต่อ

“และผู้ดำรงตำแหน่งราชาแห่งเอ็มเมอร์ราลด์ในตอนนั้นก็คือ ลาเฟีย” ร่างสูงและคนอื่นๆ ต่างยืนตะลึงนิ่งงันไปเมื่อได้ยินดังนั้น เครนท์ซสูดลมหายใจลึกกำหมัดแน่นระงับความรู้สึกโกรธอันรุนแรงที่ปะปนกับความเสียใจจนแยกกันแทบไม่ออก

ทำไมเจ้าไม่บอกกับโดยตรงว่าซาลไมต์สำคัญกับชีวิตของเจ้า ลาเฟีย

“ทำไม ลาเฟียจะต้อง...”

“เอ็มเมอร์ราลด์ไม่เคยต้องขอร้องผู้ใดมาก่อน นี่เป็นครั้งแรก ลาเฟียจึงต้องการเดินทางมาด้วยตนเอง.....และเมื่อท่านเห็นว่าเรามาที่นี่ในฐานะทูต ลาเฟียจึงไม่ได้บอกฐานะที่แท้จริงกับท่านเพราะเห็นว่า.....ไม่จำเป็นอะไร”

“ไม่จำเป็นอย่างนั้นหรือ?” เครนท์ทวนคำน้ำเสียงเริ่มกราดเกรี้ยวขึ้น

“ใช่! หากทราสตัดสินใจว่าจะไม่ให้ยืมซาลไมต์ ไม่ว่าผู้ใดเดินทางมาก็เป็นเช่นกันไม่ใช่หรือ?” ร่างสูงอึ้งไปวูบหนึ่ง ปล่อยให้ดาห์เรนกล่าวต่อด้วยเสียงกระซิบ

“เพียงแต่.........เมื่อได้ซาลไมต์มา ทุกอย่างมันกลับ....ไม่ได้เป็นอย่างที่คาดไว้”

“ทำไม? ในเมื่อตอนที่ยืมซาลไมต์ เจ้าบอกว่า....อัญมณีนี้จะสามารถช่วยรักษาอาการราชาของเจ้าได้ แล้วทำไมลาเฟียจึง....เป็นเช่นนี้...”

“เป็นเพราะระยะเวลาที่ทิ้งไว้นานเกินไป ทำให้ลาเฟียเหลือพลังน้อยมากจนไม่สามารถดึงพลังจากซาลไมต์มาใช้ได้อย่างสมบรูณ์ ซาลไมต์จึงทำได้แค่รักษาชีวิตของลาเฟียไว้เท่านั้น ถ้าไม่มีมันพลังชีวิตของลาเฟียจะค่อยๆ อ่อนลงจนกระทั่งเสียชีวิต” ดาห์เรนมองร่างสูงตรงหน้า

“ลาเฟียสูญเสียพลังทั้งหมดไปในวันที่เราเดินทางกลับจากทราส วันนั้นหากไม่มีซาลไมต์ ลาเฟียก็คงไม่สามารถเดินทางกลับมาถึงเอ็มเมอร์ราลด์ได้ แต่ถึงแม้มันจะสำคัญต่อชีวิตของตนเองเพียงใดลาเฟียก็ไม่เคยคิดที่จะผิดสัญญา และคำสั่งสุดท้ายของลาเฟียคือ คืนอัญมณีแก่ทราส”

“ลาเฟียสั่งเจ้าไว้” ครั้งนี้เครนท์ซทวนคำนั้นอย่างแผ่วเบา น้ำเสียงอ่อนล้าลง

“ใช่ เพียงแต่ข้า...ไม่อาจเห็นลาเฟียจากไปเช่นนี้ได้”

เครนท์ซยืนนิ่งงันกับคำพูดของดาห์เรน จิตใจวูบลึกเมื่อตระหนักถึงความสูญเสียที่ถาโถมเข้ามาอย่างรุนแรง ความรู้สึกเจ็บปวดบิดเกลียวอยู่ภายในจนแทบจะทรงกายไม่อยู่ สายตาคมคู่นั้นกลับอ่อนแสงลงด้วยความทุกข์ทนและจับจ้องมองไปเพียงจุดเดียว จุดที่เป็นเงาร่างที่อยู่แนบชิดหัวใจตลอดมา

แม้จะห่างไกลแต่เพียงรู้ว่าเจ้ายังอยู่ ข้าก็ยังดำรงอยู่ได้ด้วยความหวัง แต่นี่เจ้าจะจากไปแม้ข้าคิดถึงเพียงใดก็ไม่สามารถพบเจ้าได้อีก ลาเฟียเหตุใดจึงเกิดเรื่องเช่นนี้ขึ้นระหว่างเรา’

ดาห์เรนมองนิโคเดมัส เครนท์ซ ราชาแห่งทราส แล้วเม้มริมฝีปากแน่นเมื่อร่างสูงยังคงยืนนิ่งงันอยู่ตรงหน้า ใบหน้ากระด้างราวกับรูปสลักนั้นเรียบเฉยเพราะเคยชินกับการปกปิดความรู้สึก กลับสร้างความเข้าใจผิดให้กับดาห์เรน ร่างบางจึงตัดใจอย่างเศร้าสลด

“ลาก่อนราชาแห่งทราส เมื่อผ่าน 10 วันไปแล้ว อัญมณีนั้นจะถูกส่งกลับคืนมายังทราส ขอเวลาอีกเพียงนิด ให้ชาวเอ็มเมอร์ราลด์เตรียมตัวกับการสูญเสียผู้เป็นที่รักของเรา” เมื่อขาดคำสัญญาณสุดท้ายที่ส่งมาก็ถูกตัดทันที จอภาพดับวูบลง

“เดี๋ยว! ดาห์เรน! ดาห์เรนเจ้าจะทำอะไร” เครนท์ซก้าวไปหนึ่งก้าวแต่ก็ชะงักเมื่อไม่ทันกับจอภาพที่วูบหายและขาดการติดต่อไป ร่างสูงหันไปตวาดเสียงหนักๆ กับพนักงานสื่อสาร

“มัวทำอะไรอยู่ ติดต่อกลับไปสิ!!!”

“ติดต่อไม่ได้ครับท่านเครนท์ซ สัญญาณทางนั้นปิดการติดต่อไป ไม่สามารถรับข้อความของเรา” เจ้าหน้าที่สื่อสารรายงานอย่างระวังตัวเมื่อเห็นสีหน้าของเครนท์ซ

ร่างสูงกำหมัดแน่นแล้วสูดลมหายใจลึกอย่างสับสนว้าวุ่น และเมื่อหวนนึกถึงเหตุการณ์ทั้งหมด เครนท์ซถึงกับครางในใจอย่างเจ็บปวด

ภาพของร่างบอบบางที่กล่าวคำอำลาในวันสุดท้ายเมื่อหลายเดือนก่อน ภายใต้สีหน้าเรียบเฉยและดวงตาสีมรกตลึกล้ำคู่นั้น ลาเฟียต้องฝืนควบคุมตัวเองขนาดไหน เจ้ารู้แล้วใช่ไหมว่านั่นจะเป็นการลาจากกันครั้งสุดท้าย

ลาเฟีย เจ้าทำไมถึงปิดบังข้า เจ้าช่างใจแข็งแม้กับความตายของตนเอง เจ้าคิดจะจากไปเช่นนี้จริงหรือ หัวใจดวงนั้นของเจ้าทำด้วยอะไรกัน’

ทุกคนในห้องควบคุมเงียบกริบเมื่อสังเกตอาการของร่างสูงที่ยืนนิ่งอยู่ ทุกคนเป็นทหารและผู้ใกล้ชิดกับเครนท์ซ จึงไม่ยากที่จะเข้าใจจิตใจของผู้เป็นราชาของตนในขณะนี้ โดยเฉพาะบุคคลที่เคยพบกับนาธาเนียล ลาเฟีย เงาร่างที่งดงามและกริยานุ่มนวลนั้นยังอยู่ในความทรงจำของทุกคน

“เครนท์ซ เจ้าจะปล่อยให้เป็นเช่นนี้หรือ อีกเพียง 10 วันเท่านั้นนะ หากเอ็มเมอร์ราลด์ส่งซาลไมต์มาถึงนี่ นั่นก็หมายความว่าลาเฟีย.......” เคธานชะงักคำพูด เมื่อเครนท์ซเค้นเสียงออกมา

ไม่! ข้าไม่ยอม ฟอกซ์ แจ้งบรรดาผู้นำของดวงดาวทั้งหมด ส่งพวกเขาขึ้นยานกลับไปได้ภายในหนึ่งชั่วโมง แล้วเตรียมยานโคเม็ตเดินทางสู่เอ็มเมอร์ราลด์”

“ครับท่าน แต่การเดินทางสู่เอ็มเมอร์ราลด์ต้องใช้เวลาเดินทางเกือบ 15 วัน” เครนท์ซกวาดตามองทั่วห้องควบคุม ยิ้มเย็นชา

“หากภายใน 10 วันยังไม่ถึงเอ็มเมอร์ราลด์ พวกเจ้าก็ไม่ต้องควบคุมยานลำใดอีกแล้ว” ร่างสูงหมุนตัวออกไป ทิ้งให้ทุกคนที่นั่งอยู่กลืนน้ำลายลงคออย่างฝืดๆ ก่อนจะรีบหันไปสนใจงานตรงหน้าทันที

ฟอกซ์ก้มศีรษะรับ เคธานตบไหล่เบาๆ ก่อนจะเอ่ย

“ข้าจะจัดการส่งบรรดาผู้นำเหล่านั้นแทนเจ้าเอง เจ้าเตรียมงานที่นี่เถอะ อ้อ! แล้วไม่ต้องส่งข้าเพราะข้าจะไปเอ็มเมอร์ราลด์กับพวกเจ้าด้วย”

“แต่ว่า...”

“ไม่ต้องห่วงฟอกซ์ ข้าก็มีจุดประสงค์ของข้าเช่นกัน ข้าได้บทเรียนที่ดีจากเครนท์ซ และข้าจะไม่ยอมให้มันเกิดขึ้นกับข้า” เคธานนึกถึงดวงตาสีอำพันงดงามที่อยู่ห่างไกล หากเขาต้องตกอยู่ในฐานะเช่นเดียวกับเครนท์ซ หากเขากำลังจะสูญเสียดาห์เรนไปตอนนี้เขาคงไม่สามารถควบคุมตัวเองได้เท่าเครนท์ซแน่ๆ

“แล้วท่านซาร์เมียร์กับฟีล่า”

“ข้าไม่มีเวลาไปส่งพวกนางกลับฟีเดล คงต้องพาพวกนางไปด้วย แต่พวกนางเคยชินกับการเดินทางระหว่างดวงดาวไม่ต้องเป็นห่วงหรอก” ฟอกซ์ถอนใจ ฟิล่าเขาไม่ห่วงหรอก

แต่ท่านหญิงซาร์เมียร์นี่สิ ฟอกซ์นึกถึงพี่สาวต่างมารดาของเคธานแล้วส่ายหน้า แค่นี้ก็ยุ่งมากพออยู่แล้ว เขากลัวว่านางจะก่อความวุ่นวายหรือทำอะไรที่ร้ายกาจเช่นที่แล้วๆ มา โดยเฉพาะเมื่อไปถึงเอ็มเมอร์ราลด์
คงต้องส่งคนคอยดูแลและระวังเป็นพิเศษ เขาไม่ไว้ใจผู้หญิงคนนี้ เธอร้ายกาจเกินกว่าที่นิ่งเฉย และทะเยอทะยานเกินกว่าจะยอมแพ้อะไรง่ายๆ

–˜–˜–˜–˜–˜

“จริงหรือเรนเดล ข่าวนี้เจ้าแน่ใจนะ” เรนเดลนายทหารหนุ่ม รองแม่ทัพคนหนึ่งของเคธานมองร่างอวบอิ่มในอ้อมแขนอย่างหลงใหล

“ครับท่านซาร์เมียร์ ตอนนี้เรากำลังมุ่งหน้าไปเอ็มเมอร์ราลด์” ขณะที่พูดมือใหญ่สากกร้านที่จับอาวุธมาเนิ่นนานลูบคลำ เร้าอารมณ์ร่างงามในอ้อมแขนอย่างหนักหน่วง ชายหนุ่มรู้ดีว่าจะตอบสนองความต้องการอันมากมายของซาร์เมียร์นี้ได้อย่างไร

“อืมม์...เร็วเข้าเรนเดล ข้าต้องการเจ้า” ซาร์เมียร์คลี่ยิ้ม แล้วก็อุทานเบาๆ เมื่อร่างสูงใหญ่แทรกเข้ามา นางชอบความหนักหน่วงรุนแรงของเรนเดลนัก ร่างงามตอบสนองอย่างเร่าร้อน สัมผัสจากมือหยาบกระด้างที่บีบเคล้นลงมากลับสร้างความหฤหรรษ์จนดิ้นพล่าน เสียงหอบหายใจเร่าร้อนจนกระทั่งสะโพกแกร่งกระแทกเข้ามาเป็นครั้งสุดท้าย เสียงกรีดร้องกับเสียงครางหนักๆ ดังขึ้นพร้อมๆ กัน

ซาร์เมียร์ลุกขึ้นยืนช้าๆ มองกระจกเงาตรงหน้าแล้วคลี่ยิ้มอย่างพอใจกับภาพสะท้อนที่เห็น ร่างเปลือยอวบอิ่มสะบัดผ้าแพรสีทองสดใสขึ้นคลุมร่าง เหลือบมองร่างสูงใหญ่ที่นอนหลับสนิทอยู่ข้างๆ แล้วยิ้มเยาะ

‘ผู้ชายก็เท่านี้’

–˜–˜–˜–˜–˜

“ท่านพี่ซาร์เมียร์อารมณ์ดีเรื่องอะไรหรือคะ” ฟีล่าเอ่ยถามผู้เป็นพี่สาวเบาๆ อย่างแปลกใจ เพราะตั้งแต่ที่ร่ำร้องของเดินทางมาด้วย และพบว่าตนเองต้องมาติดบนยานโคเม็ตที่ใช้ประชุมสหพันธ์แทนที่จะไปประชุมที่ดาวทราส ซาร์เมียร์ก็หงุดหงิดอารมณ์เสียตลอดเวลา จนฟีล่าออกจะงงที่อยู่ๆ ก็อารมณ์ดีขึ้นมา ใบหน้างดงามหันมา ดวงหน้าเรียวดวงตาสีฟ้างดงามแต่เยือกเย็นดุจก้อนน้ำแข็งสีฟ้าใส ร่างสูงระหงเดินเยื้องกรายพร้อมกับหัวเราะสำเนียงเย้ยหยัน

“หึ เจ้าอย่ารู้เลยไม่ใช่เรื่องของเด็ก” เรียวปากสีแดงสด คลี่ยิ้มอย่างพอใจ ข่าวที่ได้รัยจากเรนเดล ทหารคนสนิทของเคธาน ทำให้ซาร์เมียร์อยากจะหัวเราะและอยากจะเห็นหน้าเครนท์ซนัก ในที่สุดท่านก็รู้จักความผิดหวังเสียบ้าง

การเดินทางครั้งนี้ก็ไม่เลวนัก

–˜–˜–˜–˜–˜–˜–
จบบทที่ 1

0 Comments:

Post a Comment

<< Home