the eternities

Friday, January 14, 2005

the eternities บทที่ 2

ห้องบัญชาการของยานโคเม็ตที่มีคนพลุกพล่านและทำงานกันอย่างรวดเร็ว ตอนนี้กลับเงียบสนิท มีแค่เสียงเครื่องมือ เสียงสัญญาณเตือนต่างๆ ที่ดังขึ้นเบาๆ เท่านั้น ราวกับเกรงว่าจะรบกวนร่างสูงที่นั่งอยู่บนเก้าอี้มองออกไปยังห้วงอวกาศ ขณะนั้นขอบฟ้าเริ่มปรากฏแสงสีเงินเรืองๆ ทำให้เครนท์ซหวนนึกถึงปอยผมสีเงินยาวสลวยที่เคยสัมผัส สิ่งที่สะดุดตาเขาวันแรกที่พบกัน ริมฝีปากได้รูปคลี่ยิ้มเยาะความโง่เขลาของตนเองเมื่อนึกถึงเหตุการณ์ที่ผ่านมา

เจ้าไม่ต้องการให้ข้าได้รับรู้ เพราะเจ้าคิดว่าข้าโหดร้ายและไร้น้ำใจพอที่จะเพิกเฉยกับความตายของเจ้าจริงหรือ ถ้าเป็นเช่นนั้นความเข้าใจผิดของเจ้าช่างล้ำลึกนัก ลาเฟีย เจ้ายอมจากไปอย่างเงียบๆ ไม่ให้โอกาสข้าแม้แต่จะอธิบาย และข้าก็โง่เหลือเกินที่ยอมให้เจ้าจากไปเช่นนั้น

หากข้าย้อนเวลากลับไปได้.......

–˜–˜–˜–˜–˜

ความคิดคำนึงของร่างสูงย้อนกลับไป...ยังการพบกันครั้งแรก...เพียงแค่ดวงตาสีมรกตงดงามนั้นเหลือบมองมาเพียงครั้งเดียว....................

สำหรับทราส อาณาจักรแห่งดวงดาว มีการปกครองด้วยระบบราชาธิปไตยมาช้านาน ซึ่งราชาผู้สืบทอดตำแหน่งจะต้องได้รับการถ่ายทอดพลัง และการฝึกหัดอย่างเข้มงวดเพื่อเตรียมเป็นผู้ปกครองที่เหมาะสม

เนื่องจากสงครามระหว่างดาวต่างๆ เพื่อขยายหรือปกป้องอาณาเขตมักจะเกิดขึ้นบ่อยๆ แทบเป็นเรื่องปกติ ผู้นำหรือทหารชั้นสูงของแต่ละดวงดาว จึงมักเป็นผู้ที่มีอำนาจหรือพลังระดับสูงจากการถ่ายทอดและฝึกหัดอย่างเข้มงวด เพื่อจะได้ปกครองและป้องกันอาณาจักรของตนได้และขณะนี้ทราสอยู่ภายใต้การปกครองของนิโคเดมัส เครนท์ซ ราชาหนุ่มผู้ทรงพลังและอำนาจ ซึ่งได้สืบต่อตำแหน่งโดยสายเลือดจากราชารุ่นก่อน ภายใต้ความเด็ดขาดของเครนท์ซ ได้นำพาทราสสู่ความยิ่งใหญ่ และได้รับการยอมรับในฐานะของผู้นำสหพันธ์ดวงดาว สร้างความเจริญและเป็นศูนย์กลางของเทคโนโลยียิ่งกว่ายุคใดๆ

วันนั้น.........

ภายในตึกบัญชาการขนาดใหญ่บนดาวทราส ซึ่งประกอบด้วยห้องควบคุมมากมายล้วนเป็นหัวใจสำคัญในการบัญชาการไปยังหน่วยงานต่างๆ โดยเฉพาะในห้องสื่อสารซึ่งภายในประกอบด้วยอุปกรณ์อิเลคโทรนิคมากมาย รอบข้างเป็นจอมอนิเตอร์และแผงควบคุมขนาดใหญ่ มีเจ้าหน้าที่ควบคุมและตรวจสอบการทำงานเป็นระยะ ขณะนั้นได้มีเสียงสัญญาณดังขึ้นเบาๆ

ออดด..............

ร่างสูงของผู้นำแห่งทราสเงยหน้าจากการตรวจสอบรายงาน หมุนเก้าอี้ให้หันมาตรงจอภาพขนาดใหญ่อันแสดงรายละเอียดและที่ตั้งของดวงดาวต่างๆ ในระบบสหพันธ์ คิ้วได้รูปขมวดเล็กน้อยเมื่อเห็นตำแหน่งที่ไฟสีแดงกระพริบ

เจ้าหน้าที่ตรวจสอบแหล่งที่มาและรายงานอย่างรวดเร็ว

“สัญญาณจากพิกัด J 88 ครับท่าน”

“พิกัดดาวอะไร”

“เอ็มเมอร์ราลด์ ครับท่าน”

คิ้วเข้มขมวดลึกยิ่งขึ้น เอ็มเมอร์ราลด์ ดาวดวงเล็กที่อยู่ห่างไกลออกไปเกือบสุดเขตของสหพันธ์ เป็นดวงดาวที่รักสงบและเก็บตัวอย่างยิ่ง แทบจะไม่เคยเรื่องขัดแย้งกับผู้ใดรวมถึงไม่เคยมีส่วนร่วมในสงครามใดเลย อาจเพราะเป็นเผ่าพันธุ์ที่ไร้พลังในการต่อสู้ต่างกับเผ่าพันธ์อื่นๆ แต่ชาวเอ็มเมอร์ราลด์ก็ได้รับการชดเชยที่พิเศษยิ่งนั่นคือ พลังแห่งการรักษาและเยียวยาอันมหัศจรรย์

นอกจากนี้แล้วยังมีสาเหตุหนึ่งที่สำคัญคือระยะทางอันห่างไกลเกือบสุดเขตของสหพันธ์ เป็นเหตุให้บรรยากาศรอบๆ เอ็มเมอร์ราลด์มีการบิดผันเกิดพายุไฟฟ้าและคลื่นแม่เหล็กแทบตลอดเวลา เพียงแค่ติดต่อสื่อสารกับดาวอื่นๆ ยังยากลำบาก การเดินทางผ่านบรรยากาศของเอ็มเมอร์ราลด์ยิ่งไม่ต้องพูดถึง ดาวดวงเล็กที่ห่างไกลจึงสงบสุขและไร้ผู้รุกรานอยู่จนทุกวันนี้

และด้วยเหตุนี้เองจึงไม่ค่อยมีใครเห็นชาวเอ็มเมอร์ราลด์เดินทางระหว่างดวงดาวมากนัก นอกจากจะเป็นการประชุมครั้งสำคัญๆ ของสหพันธ์เท่านั้น แต่เมื่อเห็นก็ยากที่ใครจะลืม เอ็มเมอร์ราลด์ เผ่าพันธ์ที่งดงามสะดุดตาทั้งเพศหญิงและชาย ด้วยรูปร่างที่บอบบาง ผิวขาวนวลราวกับงาช้างและผมสีเงินที่ไว้ยาวจนเป็นสัญลักษณ์แตกต่างจากเผ่าพันธุ์บนดวงดาวอื่นๆ เครนท์ซเองก็เพียงเคยพบราชาเอ็มเมอร์ราลด์เพียงครั้งเดียว เมื่อมีการประชุมคัดเลือกผู้นำสหพันธ์ภายหลังจากสงครามอันยิ่งใหญ่ระหว่างดวงดาวสิ้นสุดลงเมื่อ 7 ปีที่แล้วเท่านั้น แต่เขายังจำรูปลักษณ์ที่สง่างามของอีกฝ่ายได้ดี

การที่เอ็มเมอร์ราลด์พยายามติดต่อมาเช่นนี้ หรือมีเรื่องที่สำคัญยิ่ง

“เปิดรับสัญญาณ”

เมื่อจอภาพสว่างวูบ พริบตาของเงาร่างงดงามปรากฏขึ้น แม้สัญญาณจะกระพริบและพร่ามัวเป็นบางช่วง แต่ก็เพียงพอที่จะทำให้ทุกคนในห้องควบคุมถึงกับชะงัก รวมถึงผู้ที่ทรงอำนาจที่สุดแห่งทราส

ทุกคนตะลึงมองบุรุษที่ปรากฏในจอภาพตรงหน้า ร่างสูงโปร่งนั้นอาจจะดูบอบบางเมื่อเทียบกับลักษณะสูงใหญ่ของชาวทราส ดวงหน้างดงามเกินชายนั้นราวกับรูปสลักอันวิจิตร คิ้วเรียวพาดเหนือดวงตาสีมรกตอันลึกล้ำและสงบนิ่ง จมูกโด่งเล็กริมฝีปากแดงระเรื่อ ผมสีเงินที่เป็นประกายนั้นยาวจนแทบจรดพื้น เสื้อคลุมที่สวมสีขาวสะอาดปกปิดตั้งแต่ลำคอถึงปลายเท้า รวบช่วงเอวไว้ด้วยเกลียวไหมสีทองทิ้งพู่ยาวระชายเสื้อคลุมยิ่งเน้นให้เห็นรูปร่างสูงโปร่ง ชายหนุ่มผู้นั้นมองตรงออกมาพร้อมกับก้มศีรษะลงอย่างสง่างาม ก่อนที่จะเอ่ยเสียงนุ่มเบา

“ข้านาธาเนียล ลาเฟีย แห่งเอ็มเมอร์ราลด์ มีเรื่องสำคัญที่จะต้องขอพบกับผู้นำแห่งทราส” ฟอกซ์เหลือบตามองร่างสูงที่ยังคงนิ่งเฉยไม่โต้ตอบ รองผู้บัญชาการทหารของทราสจึงเป็นผู้เอ่ยถาม

“ท่านต้องการพบผู้นำแห่งทราสด้วยเรื่องใด” ดวงตาสีมรกตเหลือบมองผู้ถาม

“ท่านคือ...”

“แคล็กซ์ตัน ฟอกซ์ รองผู้บัญชาการทหารแห่งทราส” ร่างงดงามนิ่งไปชั่วครู่

“นี่เป็นเรื่องสำคัญ ขออภัยถ้าข้า....ไม่.....” ไม่ทันขาดคำ เสียงทุ้มทรงอำนาจก็ดังขึ้น

“เจ้าต้องการพบข้าด้วยเรื่องใด” ลาเฟียเหลือบตาไปยังต้นเสียงที่นั่งอยู่เบื้องหลัง ร่างสูงในเครื่องแบบทหารสีดำขลิบทองลุกขึ้นช้าๆ ลาเฟียสูดลมหายใจลึก ร่างนั้นดูสูงใหญ่ดุจนักรบ ผิวคล้ำ ใบหน้าเข้มคมสันดูเรียบเฉยดุจสลักจากศิลาอันกล้าแกร่ง ผมและดวงตาสีดำลึกดุจราตรีที่มืดสนิทและไม่บ่งบอกความรู้สึก ดวงตาสีมรกตสบตาคมคู่นั้นเพียงแวบเดียวก็ตระหนักรู้ นี่คือ แบล็คแห่งทราส

ลาเฟียแตะมือที่หน้าอกเบื้องซ้ายและก้มศีรษะทำความเคารพ เฉกเช่นที่สมควรทำต่อผู้นำแห่งทราสและสหพันธ์ดวงดาว เมื่อร่างสูงพยักหน้ารับ ร่างบางจึงเอ่ยขึ้นอย่างนุ่มนวล

“เอ็มเมอร์ราลด์มีเรื่องสำคัญที่จะขอร้องต่อผู้นำแห่งทราส หวังว่าท่านจะอนุญาตให้เอ็มเมอร์ราลด์ส่งผู้แทนเข้าพบเพื่อเจรจาข้อตกลงและอธิบายรายละเอียดต่างๆ”

“เจรจาข้อตกลงเกี่ยวกับเรื่องใด ในเมื่อทราสกับเอ็มเมอร์ราลด์ไม่เคยมีปัญหามาก่อน ไม่ใช่หรือ” ศีรษะที่ปกคลุมด้วยเรือนผมสีเงินก้มลงอย่างนุ่มนวล ก่อนจะรับคำ

“ใช่....แต่เรื่องที่เราจะขอร้องนี้เกี่ยวข้องกับ....ซาลไมต์” จบประโยคทุกคนในห้องบัญชาการก็เงียบกริบ เนื่องจากตระหนักถึงคุณค่าของซาลไมต์ดี

ซาลไมต์ อัญมณีแห่งพลังที่ค้นพบ บริเวณดาวอัคคี ซึ่งเป็นดาวบริวารของทราส อายุของมันไม่สามารถคาดเดาได้ ยิ่งพลังของมันเมื่ออยู่กับผู้ที่รู้จักใช้ยิ่งทรงอำนาจมหาศาล

“เกี่ยวกับ ซาลไมต์?” เครนท์ซทวนคำ ดวงตาสีดำสนิททอประกายเยือกเย็นยิ่งขึ้น

“ข้าตระหนักถึงความสำคัญของซาลไมต์ แต่เอ็มเมอร์ราลด์ต้องการเจรจาเพื่อขอยืมซาลไมต์จากทราส แค่เพียงชั่วระยะเวลาหนึ่งเท่านั้น” ลาเฟียขอร้องด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล ดวงตาสีดำสนิทมองร่างในจอภาพก่อนจะหรี่เปลือกตาลงซ่อนประกายบางอย่างเมื่อเอ่ยตอบ

“ทราสยินดีต้อนรับเจ้า นาธาเนียล ลาเฟีย และข้ารับปากให้เจ้ามีโอกาสอธิบาย แต่ข้าจะยังไม่พิจารณาเรื่องซาลไมต์ จนกว่าจะรู้เหตุผล” ฟอกซ์รวมถึงทหารในห้องบัญชาการมองผู้นำของตนอย่างประหลาดใจเมื่อได้ยินคำตอบที่ผิดคาด ขณะที่ลาเฟียผ่อนลมหายใจเล็กน้อยก่อนจะก้มศีรษะลงยอมรับคำสั่งนั้น

“ขอบคุณท่านผู้นำแห่งทราส”

–˜–˜–˜–˜–˜

“นี่เป็นเรื่องเกี่ยวกับตัวของข้าเพราะฉะนั้นข้าจะไปเอง ดาห์เรน ข้าอยากให้เจ้ารออยู่บนยาน”

“ไม่ ลาเฟีย ท่านจะลงไปที่นั่นตามลำพังไม่ได้ เรื่องของท่านเป็นเรื่องของเอ็มเมอร์ราลด์อยู่แล้ว และหากเกิดอะไรขึ้นกับท่านพวกเราจะทำอย่างไร” ดาห์เรนอุทานเมื่อทราบถึงความต้องการของลาเฟีย ร่างโปร่งบางเดินวนเวียนรอบห้องควบคุมของยาน แล้วหันมาสรุปสั้นๆ ดวงตาสีอำพันทอแววดื้อรั้น

“ถ้าท่านจะลงไป ข้าจะลงไปกับท่าน” ลาเฟียถอนใจ

“ก็ได้ ดาห์เรน ถ้าข้าไม่ยอมเจ้าก็คงบ่น จนฮีทรำคาญแล้วจับเจ้าโยนออกจากยานแน่” ฮีทผู้บังคับการควบคุมยานลาดตระเวณของสหพันธ์ยิ้มน้อยๆ เมื่อมองดูการโต้เถียงกันระหว่างชายทั้งสองคน

ฮีทเป็นหนึ่งในผู้บัญชาการยานลาดตระเวนของสหพันธุ์ ซึ่งแต่ละลำมีหน้าที่ลาดตระเวณดูแลดาวต่างๆ อันเป็นสมาชิกของสหพันธ์ ทหารของสหพันธ์จะมาจากทหารที่ถูกคัดเลือกเป็นพิเศษ จากแต่ละดวงดาวที่เป็นสมาชิก และตราบเท่าที่อยู่ในกองกำลังจะขึ้นตรงต่อผู้นำสหพันธ์เท่านั้น

และตอนนี้ฮีทได้รับหน้าที่ให้ดูแลคุ้มครองเขต J 88 ซึ่งเป็นเขตนอกสุดของสหพันธ์และดาวดวงเดียวที่อยู่ในเขตนี้คือเอ็มเมอร์ราลด์

“ฮีท ขอบคุณที่ช่วยส่งข้ามาที่นี่ หากไม่ได้ยานของท่านเราคงมีปัญหากับการเดินทางมาก” ลาเฟียบอกกับฮีท ซึ่งก้มศีรษะรับอย่างอ่อนโยน

“นี่เป็นหน้าที่หนึ่งของข้า ท่านลาเฟีย” ตอนที่ลาดตระเวนอยู่ ฮีทได้รับการติดต่อจากเอ็มเมอร์ราลด์ ขอให้ยานของเขาได้ลงจอดที่สถานีอวกาศของสหพันธ์ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากเอ็มเมอร์ราลด์มากนัก เพื่อให้ช่วยส่งบุคคลสำคัญสองคนมาที่ดาวทราส

ขณะที่รออยู่บนสถานีอวกาศ ฮีทเฝ้ามองยานรูปร่างเพรียวสีขาวฝ่าพายุไฟฟ้าที่ปกคลุมดวงดาวออกมาอย่างหวั่นวิตก เพราะรู้ดีถึงพลังอันมหาศาลของมันว่าสามารถทำลายแม้ยานที่ทรงประสิทธิภาพสูงสุดได้ หากยานลำเล็กนั้นกลับสามารถหลุดรอดม่านพายุออกมาได้ด้วยความชำนาญเส้นทางของนักบินฝีมือเยี่ยม ทำให้ผู้บัญชาการยานลาดตระเวนของสหพันธุ์ถอนใจด้วยความชื่นชม

และเมื่อพบกับบุคคลที่จะเดินทางไปทราส ฮีทก็ตระหนักถึงความสำคัญของทั้งคู่เมื่อสังเกตเห็นกลุ่มคนที่มาส่งให้ความเคารพมากเกินกว่าจะเป็นเพียงผู้บังคับบัญชา หรือผู้ที่อยู่ในตำแหน่งสำคัญเท่านั้น

“ข้าพร้อมจะลงไปที่นั่นแล้ว ฮีท แจ้งกับทราสเถอะ” ลาเฟียยืนขึ้นช้าๆ

“ตามกฎของยานลาดตระเวณข้าไม่สามารถนำยานลงจอดได้ แต่ข้าได้รับอนุญาตให้ส่งท่านผ่านเครื่องย้ายสสาร ทราสจะเป็นผู้แจ้งกับข้าให้มารับเมื่อท่านเดินทางกลับ” ฮีทชี้แจงกับลาเฟีย

“ขอบคุณ ฮีท”

–˜–˜–˜–˜–˜

สัญญาณเตือนและไฟกระพริบจากเครื่องเคลื่อนย้ายสสารหยุดลง อันแสดงว่าการขนส่งเสร็จสิ้นเรียบร้อย เมื่อแสงสีขาวพร่าตาเริ่มเลือนหายร่าง 2 ร่างในชุดคลุมสีขาวปรากฏขึ้น เงาร่างที่ยืนอยู่ด้านหน้ารูปร่างสูงโปร่ง ขณะที่อีกร่างเตี้ยกว่าเล็กน้อย ทุกคนในห้องที่กำลังควบคุมเครื่องมือและอุปกรณ์ต่างๆ ต่างนิ่งงันไปกับดวงตาสีมรกตที่ทอดผ่าน ท่าทางอันนุ่มนวลแต่แฝงไว้ด้วยความสง่างาม และโดยเฉพาะกับผมสีเงินเป็นประกายที่ยาวเหยียดตรงเกือบจรดชายเสื้อคลุม

ดวงตาสีมรกตของลาเฟียกระพริบอย่างงุนงง ขณะเหลือบดูรอบห้องกว้างขวางที่เต็มไปด้วยเจ้าหน้าที่ร่างสูงในชุดดำหลายคนอย่างพิจารณา แล้วก็ชะงักเมื่อสบตาทรงอำนาจคู่หนึ่งที่มองตรงมา ร่างสูงนั้นดูโดดเด่นแม้จะอยู่ในเครื่องแบบทหารเช่นเดียวกับคนอื่นๆ ลาเฟียก้มศีรษะลงก่อนจะเอ่ยแผ่วเบา

“คารวะผู้นำแห่งทราส” เครนท์ซก้มศีรษะรับการคารวะเล็กน้อยก่อนจะก้าวเข้ามาใกล้ ร่างนั้นสูงจนลาเฟียต้องเงยหน้าขึ้นสบตาคมกริบนั้นอย่างระวัง

“ยินดีต้อนรับ นาธาเนียล ลาเฟีย ผู้แทนจากเอ็มเมอร์ราลด์” ลาเฟียชะงักเล็กน้อยแล้วก้มศีรษะรับอีกครั้ง

“ขอบคุณราชาแห่งทราสที่รับฟังการขอร้อง และให้โอกาสแก่ข้าได้เดินทางมาเยือนทราส .....นี่คือดาห์เรน เป็นผู้ช่วยของข้า” เครนท์ซพิจารณาดาห์เรนช้าๆ แล้วก็หันมามองลาเฟีย

“ข้ายังติดภารกิจกับเรื่องของสหพันธ์ ในระหว่างนี้ข้าจะให้ฟอกซ์รองผู้บัญชาการของข้าดูแลพวกเจ้าก่อน ขอให้พักผ่อนตามสบาย” ลาเฟียนิ่งไปเล็กน้อยก่อนจะเอ่ยตอบ

“ขอบคุณ หวังว่าภารกิจท่านจะลุล่วงด้วยดี จนมีเวลาพอที่จะฟังเรื่องของเอ็มเมอร์ราลด์”

“เพียงไม่กี่วัน ลาเฟีย แล้วข้าจะให้เวลาเจ้าอธิบายเรื่องทั้งหมดและพิจารณาคำขอร้องของเจ้า” เครนท์ซให้คำสัญญา

“เชิญทางนี้ครับท่านลาเฟีย” ฟอกซ์มองทั้งคู่แล้วยิ้มจางๆ ก่อนจะเดินนำหน้าทั้งคู่ไป

นายทหารหนุ่มเดินนำแขกทั้งคู่ออกจากหอควบคุมและบัญชาการ เข้าลิฟต์แก้วที่เคลื่อนที่ด้วยความเร็วสูง ผ่านประตูและระบบรักษาความปลอดภัยอันเข้มงวด เข้าสู่อาณาเขตกว้างขวางของวัง ซึ่งก่อสร้างผสมผสานระหว่างสถาปัตยกรรมแบบเก่าและใหม่ผสมอย่างกลมกลืน และล้อมรอบด้วยอุทยานขนาดใหญ่

เมื่อผ่านเข้าสู่ส่วนใน ร่างบางก็ต้องถอนใจด้วยความชื่นชม สถานที่อันงดงามถูกแบ่งแยกเป็นส่วนๆ ด้วยทางเดินเชื่อมที่ทอดยาวไประหว่างที่พำนักต่างๆ แต่ละส่วนถูกกั้นด้วยอุทยานที่ตกแต่งเลียนแบบธรรมชาติได้อย่างงดงามและกลมกลืน

“ลาเฟีย ท่านดูสิ! สวนที่นี่งดงามมากเลย” ดาห์เรนอุทานออกมาแผ่วเบาเมื่อฟอกซ์พาเดินมาถึงอุทยาน ก่อนจะพึมพำต่อ

“ค่อยยังชั่ว ข้ากำลังอึดอัดกับบรรดายานและเครื่องมือหน้าตาแปลกๆ แทบแย่แล้ว ที่นี่ค่อยดูเหมือนที่พักหน่อย”

“ดาห์เรน” เสียงนุ่มนวลเตือนเบาๆ ทำให้ฟอกซ์หัวเราะออกมา

“ไม่เป็นไรครับท่านลาเฟีย ข้าเข้าใจดี เพราะข้าทราบว่าดาวเอ็มเมอร์ราลด์งดงามและใกล้ชิดกับธรรมชาติมาก เครื่องมือเครื่องไม้ที่นี่คงดูแปลกตาสำหรับท่านดาห์เรนมาก”

“ไม่ใช่ว่าเราต่อต้านเทคโนโลยี เพียงแต่พยายามใช้เท่าที่จำเป็น พลังงานส่วนใหญ่ของเอ็มเมอร์ราลด์จึงมาจากธรรมชาติ ซึ่งเปรียบเสมือนมารดาของเรา เป็นผู้ให้กำเนิดพลังงานและชีวิตของเอ็มเมอร์ราลด์” ลาเฟียอธิบายขณะที่ดวงตาคู่นั้นก็จับจ้องธรรมชาติงดงามตรงหน้าอย่างชื่นชม ก่อนจะเอ่ยต่อ

“น่าดีใจที่ทราสซึ่งสูงล้ำด้วยเทคโนโลยี ยังสามารถมองเห็นคุณค่าของธรรมชาติเหล่านี้”

“ไม่เพียงแค่นี้นะครับ ทราสยังมีแหล่งอนุรักษ์ธรรมชาติอีกมาก ที่เป็นเขตหวงห้ามไม่ให้มีการลุกล้ำและแทรกแซงจากเทคโนโลยี ยกตัวอย่างเช่นทางด้านเหนือของทราสยังคงความเป็นธรรมชาติที่งดงามและสมบูรณ์แบบอยู่มาก” ฟอกซ์อธิบายก่อนจะยิ้มแล้วเอ่ยต่อเมื่อเดินมาถึงที่พัก

ตึกสีขาวขนาดเล็กที่ถูกจัดให้ผู้แทนจากเอ็มเมอร์ราลด์พัก เป็นตึกที่แยกออกมาจากส่วนอื่นๆ ของวังแวดล้อมด้วยอุทยานทั้งสี่ด้าน โปร่งสบายและงดงามเรียบง่าย ภายในทุกห้องถูกตกแต่งด้วยสีขาวและครีมเป็นส่วนใหญ่ รวมถึงผ้าม่านที่พลิ้วไสวเพราะแรงลมจากหน้าต่างบานกว้างที่เปิดให้เห็นอุทยานด้านนอก

“สำหรับตอนนี้ขอให้พักผ่อนตามสบายนะครับท่านลาเฟีย หากต้องการสิ่งใดโปรดให้คนรับใช้แจ้งกับข้าทันที พวกเขารู้ว่าจะจัดการเรื่องนี้ได้อย่างไร”

ฟอกซ์หมุนตัวเมื่อประตูปิดลงเรียบร้อย นายทหารหนุ่มกำลังนึกถึงรอยยิ้มงดงามและนุ่มนวลของแขกจากต่างดาว ทำให้เผลอยิ้มออกมาจนกระทั่งได้ยินเสียงทักอย่างเข้มงวดดังมาจากเบื้องหลัง

“ไง ฟอกซ์ ฝันกลางวันหรือไง?”

“ท่านเครนท์ซ!” ฟอกซ์ทำหน้าเฉยขณะตอบ

“ไม่หรอกครับท่าน ฝันถึงอะไรที่อยู่ใกล้กว่านั้นมาก” เครนท์ซทำเสียงในลำคอแผ่วเบาอย่างไม่พอใจกับน้ำเสียงรู้ทันนั่นนัก ก่อนเปลี่ยนเรื่อง

“ที่พักเรียบร้อยหรือไม่”

“แน่นอนครับท่าน หากไม่เรียบร้อย ตอนนี้น่ากลัวคนจัดเตรียมจะร้อนตัวอยู่” ฟอกซ์ทำเสียงเรียบเฉยขณะกลั้นยิ้ม เขาอยู่ในฐานะกึ่งเพื่อนกึ่งผู้ใต้บังคับบัญชาของราชาแห่งทราสมาตั้งแต่เด็ก นี่เป็นครั้งแรกที่เห็นเครนท์ซสนใจในเรื่องปลีกย่อยเช่นนี้

ก็นับตั้งแต่ผู้แทนจากเอ็มเมอร์ราลด์กำหนดจะมาเยือนทราส ร่างสูงถึงกับสั่งเตรียมที่พักให้ด้วยตนเอง ไหนจะปลีกเวลามารับแขกทั้งที่เป็นเพียงแค่ผู้แทนจากดาวเล็กๆ ที่ห่างไกลเท่านั้น แล้วอย่างนี้จะไม่เรียบร้อยได้อย่างไร เครนท์ซหันมามองคนที่เป็นกึ่งเพื่อนกึ่งลูกน้องด้วยสายตาดุๆ แต่ฟอกซ์ยังพูดต่อ

“ทั้งที่ตอนนี้ท่านกำลังยุ่งอยู่กับเรื่องของสหพันธ์จนแทบไม่มีเวลาเลย แต่ท่านยังต้องมาตรวจงานเองเช่นนี้ ในฐานะรองผู้บัญชาการ ข้าดูเหมือนจะไม่เป็นที่ไว้วางใจเอาเสียเลย” แววตาของรองผู้บัญชาการทหารมองผู้เป็นนายเป็นประกายอย่างรู้ทัน

“นั่นสิ เจ้าควรพิจารณาตัวเองแล้วล่ะมั้ง” เครนท์ซยิ้มเล็กน้อยก่อนจะเอ่ยเรียบๆ ขณะที่แววตาสีดำสนิทคู่นั้นทอประกายประหลาด

–˜–˜–˜–˜–˜

ทันทีที่ประตูปิดลง ร่างที่เล็กกว่าก็หันกลับมามองร่างสูงโปร่งตรงหน้า

“ทำไมที่นี่จึงเข้าใจว่าท่านเป็นแค่ผู้แทนของเอ็มเมอร์ราลด์ล่ะลาเฟีย” ดาห์เรนขมวดคิ้วอย่างไม่เข้าใจนัก ลาเฟียมองร่างโปร่งบางที่นั่งตรงหน้าแล้วยิ้ม

“เมื่อ 7 ปีก่อนบรรดาผู้นำระดับสูงของเอ็มเมอร์ราลด์มีมติไม่ยอมให้ข้าเดินทางมาร่วมประชุมคัดเลือกผู้นำสหพันธ์ อาจจะเห็นว่าข้ายังเด็กเกินไป แล้วไหนๆ ก็ไม่มีใครเคยรู้จักราชาแห่งเอ็มเมอร์ราลด์มาก่อน ท่านอาของข้าเลยตัดสินใจมาแทน ดังนั้นบรรดาผู้นำอื่นๆ จึงรู้จักท่านอาในฐานะของราชาแห่งเอ็มเมอร์ราลด์” ดาห์เรนทำตาโต ทำให้ลาเฟียหัวเราะเบาๆ

“ข้าเองก็ไม่เห็นด้วยหรอกนะในครั้งนั้นแต่ก็ค้านไม่ไหว แต่สำหรับครั้งนี้ข้าคิดว่าด้วยตำแหน่งใดก็ไม่สำคัญหรอก เอ็มเมอร์ราลด์ไม่ใช่ดาวที่สลักสำคัญนักในสหพันธ์ ดังนั้นใครจะเข้าใจเช่นไรก็ไม่เห็นจะแปลก” ดาห์เรนมองลาเฟียแล้วก็ถอนใจ

“แต่ก็ช่างเถอะ ข้าเพียงหวังว่าทราสจะยอมรับฟังคำขอร้องของเรา”

“ดาห์เรน นี่เป็นหนทางที่ข้ายังไม่แน่ใจนัก หากมันเป็นไปไม่ได้เจ้าก็ควรเตรียมใจไว้ด้วย” ลาเฟียเอ่ยเสียงนุ่มนวล ดาห์เรนอุทานเสียงแผ่ว แววตาสีอำพันหม่นแสงลงวูบหนึ่ง

“ไม่สิลาเฟีย ซาลไมต์จะต้องช่วยได้ อาการของท่านจะต้องดีขึ้นแน่ ข้าจะไม่ยอมให้ท่านเป็นอะไรไปแน่นอน”

–˜–˜–˜–˜–˜

ลาเฟียเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้ายามค่ำคืน จันทร์ดวงนี้สว่างงดงามไม่แพ้จันทร์ที่เอ็มเมอร์ราลด์ แสงนวลสาดส่องลงมาจนมองเห็นอุทยานเบื้องหน้าที่งดงามแปลกออกไปจากตอนกลางวัน แต่ความงดงามนี้กลับยิ่งกระตุ้นให้เกิดความรู้สึกคิดถึงบ้าน ร่างนั้นอิงตัวพิงกรอบหน้าต่างแล้วถอนใจยาวลึก

ที่นี่ช่างห่างไกลจากเอ็มเมอร์ราลด์ยิ่งนัก

ตลอดหลายวันที่ผ่านมาแม้ทางทราสจะให้การต้อนรับอย่างดียิ่ง แต่กลับไม่มีโอกาสได้พบกับเครนท์ซแม้แต่ครั้งเดียว ราชาแห่งทราสดูยุ่งกับภารกิจต่างๆ มากมายจนลาเฟียชักรู้สึกว่าตนเองว่างมากไม่เหมือนกับตอนที่อยู่ที่เอ็มเมอร์ราลด์

ร่างบางถอนใจ พรุ่งนี้แล้วสิ หวังว่าทุกอย่างคงดำเนินไปด้วยดี หากไม่เช่นนั้น... ลาเฟียสั่นศีรษะอย่างรวดเร็ว

ไม่! ไม่จำเป็นต้องกังวลอะไรล่วงหน้า ทุกอย่างได้พยายามถึงที่สุดแล้ว หากไม่เป็นผลเขาก็ควรจะยอมรับมัน ร่างบอบบางกระชับเสื้อคลุมตัวใหญ่ที่สวมอยู่เมื่อสายลมอันเยือกเย็นยามค่ำคืนพัดแรงขึ้น จนปอยผมสีเงินที่สะท้อนแสงนุ่มนวลของดวงจันทร์ปลิวระดวงหน้า ลาเฟียหมุนกายกลับเข้าไปในห้อง โดยไม่ตระหนักถึงเงาร่างสูงที่ยืนมองอยู่ในเงามืด จนกระทั่งเงาร่างโปร่งบางในชุดคลุมสีขาวหายลับไปจากหน้าต่าง

เสียงถอนใจแผ่วๆ ดังขึ้น ก่อนเงาร่างสูงนั้นจะลับหายไปเช่นเดียวกัน

–˜–˜–˜–˜–˜

“เช้าแล้วนะครับลาเฟีย..ท่านลาเฟีย...” เมื่อไม่ได้ยินเสียงขานรับ ดาห์เรนจึงคุกเข่ามองใบหน้างดงามตรงหน้าที่ยังคงหลับสนิทอย่างแปลกใจ มือเล็กจึงเอื้อมมือไปแตะท่อนแขนเรียวตรงหน้าแล้วก็ใจหายวูบ

“ลาเฟีย..เป็นอะไรไป” ดาห์เรนอุทานเมื่อเห็นร่างนั้นยังคงไม่มีปฎิกิริยา มือเล็กเขย่าแรงขึ้นเล็กน้อยก่อนจะค่อยยิ้มออกมาอย่างโล่งใจเมื่อเปลือกตาบางใสกระพริบช้าๆ ดวงตาสีมรกตพร่ามัวเล็กน้อยก่อนจะจับภาพตรงหน้าชัด ดาห์เรนค่อยประคองร่างบางขึ้นนั่ง ลาเฟียเหลือบตามองออกไปทางหน้าต่างเมื่อรู้สึกถึงแสงสว่างที่ทาบทาเข้ามาในห้อง

“นี่ร่างกายข้าคงสูญเสียพลังไปมากกว่าที่คาดไว้” ลาเฟียพึมพำเบาๆ เมื่อตระหนักว่าร่างกายตนเองต้องการเวลาพักผ่อนยาวนานกว่าเดิม เรียวปากงามคลี่ยิ้มเมื่อเห็นสีหน้าตกใจของดาห์เรน พร้อมกับเอื้อมมือไปไล้ปลายนิ้วเกลี่ยน้ำตาให้อย่างปลอบโยน ทำให้ดาห์เรนยื่นแขนเรียวกอดร่างตรงหน้าไว้แน่น

“อย่ากลัวไปเลยดาห์เรน ข้ายังมีเวลาอีกพอควร และหากวันนี้ ผู้นำแห่งทราสยินยอมให้เรานำซาลไมต์กลับไป ข้าอาจมีเวลาอยู่กับเจ้าอีกยาวนาน”

“ลาเฟีย ข้าภาวนาให้เป็นเช่นนั้น ข้าไม่ยอมเสียท่านไป ข้าไม่อาจดูแลเอ็มเมอร์ราลด์แทนท่านได้แน่”

“อย่าพูดอย่างนั้นสิ เจ้าเพียงแต่ไม่อยากโตเพราะไม่อยากรับผิดชอบ ไม่ใช่ไม่มีความสามารถ เจ้าเองก็เปรียบเสมือนน้องชายของข้า ชาวเอ็มเมอร์ราลด์จะยอมรับเจ้าได้แน่” ลาเฟียยิ้มอ่อนโยนขณะซ่อนแววกังวลไว้

–˜–˜–˜–˜–˜

“ขอยืมซาลไมต์ เป็นเวลาสามเดือน” เครนท์ซทวนคำเบาๆ แล้วมองร่างที่นั่งเผชิญหน้า มือเล็กเรียวไขว้ประสานกันอยู่บนตักอย่างเรียบร้อย แววตาสีมรกตสบตาเขาอย่างแน่วแน่เมื่อพยักหน้ารับ

“ใช่ เราพร้อมที่จะรับฟังความต้องการของทราส เพื่อใช้เป็นข้อแลกเปลี่ยนกับการขอยืมซาลไมต์ ดังนั้นหวังว่าท่านจะพิจารณาคำขอร้องครั้งนี้”

“ข้อแลกเปลี่ยนนั่นไม่สำคัญ แต่เจ้าจะไม่บอกเหตุผลอะไรเลยอย่างนั้นหรือ อัญมณีแห่งพลัง ‘ซาลไมต์’ มีพลังมหาศาลที่ทุกคนล่วงรู้ เอ็มเมอร์ราลด์คิดจะขอยืมโดยไม่แจ้งเหตุผลสักคำ เจ้าคิดว่าเราจะเอาอะไรมาพิจารณา” ลาเฟียนิ่งไปครู่หนึ่ง

“หากมันเป็นสิ่งสำคัญที่ท่านต้องใช้ในการตัดสินใจ ข้าก็สามารถบอกต่อท่านได้” ลาเฟียเอ่ยช้าๆ ทำให้ดวงตาสีอำพันของดาห์เรนที่มองอย่างกระวนกระวายเบื้องหลังอุทานเบาๆ

“ท่านลาเฟีย....” ดาห์เรนหยุดชะงักแล้วก็เม้มริมฝีปาก เมื่อเห็นท่าทางตัดสินใจแล้วของลาเฟีย

“เมื่อ 1 ปีก่อน มีกลุ่มอุกาบาตตกลงมาที่เอ็มเมอร์ราลด์ และมันได้นำโรคระบาดรุนแรงมาด้วย ข้า...เอ่อ...ราชาของเราได้ทุ่มเทพลังไปในการยับยั้งโรคระบาดนั้นจนกระทั่งสูญเสียพลังชีวิตเกือบทั้งหมดไป เราพยายามทุกวิธีแล้วเพื่อรักษาอาการราชาของเรา แต่ก็ไร้ผล” ดวงตาสีมรกตมีริ้วรอยอ่อนล้าขณะหรุบลงมองมือตนเองที่ประสานกันไว้บนตัก ทำให้ดวงตาคมกริบที่มองมาหรี่ลงเล็กน้อยอย่างสงสัย

“ข้ารู้มาว่าชาวเอ็มเมอร์ราลด์สามารถดึงพลังจากธรรมชาติมาใช้ฟื้นฟูตนเอง ไม่ใช่หรือ”

“ใช่ แต่หากสูญเสียพลังไปมากเกินไป การดึงพลังจากธรรมชาติทั่วๆ ไปมาใช้ก็มีข้อจำกัดเช่นกัน ดังนั้นซาลไมต์ อัญมณีที่มีพลังสูงสุดของจักรวาลจึงเป็นวิธีเดียวที่เราคิดว่าจะสามารถฟื้นฟูพลังของราชาแห่งเอ็มเมอร์ราลด์ได้” ดวงตาทรงอำนาจมองร่างโปร่งบางตรงหน้า แล้วถอนใจ

“ถึงแม้เหตุผลของเจ้าจะสำคัญ แต่ข้าต้องขอเวลาพิจารณาดูก่อน เพราะซาลไมต์เป็นสัญลักษณ์ของทราส ไม่ใช่ของที่จะมอบให้กับผู้ใดได้โดยง่าย และข้าไม่ต้องการให้เกิดปัญหาขึ้นมา” ดวงตาสีมรกตลึกล้ำหรุบลงมองมือที่ประสานกันของตนก่อนจะเอ่ยถามเสียงแผ่ว

“ท่านจะใช้เวลาในการพิจารณาเรื่องนี้นานเท่าใด” แล้วข้าจะมีเวลามากพอหรือไม่ ลาเฟียถามต่อในใจซ่อนความกังวลไว้

“ไม่เกินหนึ่งเดือน ข้าจะให้คำตอบกับท่าน ในระหว่างนี้เจ้าพักอยู่ที่นี่ได้ตามสบาย” เสียงถอนใจแผ่วเบาจากร่างบาง ขณะที่ดาห์เรนมองลาเฟียอย่างตระหนกดวงตาสีอำพันมีแววหวั่นไหว

“แต่ท่านลาเฟียตั้งหนึ่งเดือน หากเกิดอะไรขึ้นกับ....” วงหน้างดงามหันมามองแล้วก็ยิ้มอย่างปลอบโยน

“เดือนเดียว อาจไม่เป็นไร ดาห์เรนอย่ากังวลให้มากนักเลย” ลาเฟียหันกลับมา

“ถ้าเช่นนั้นข้าจะรอ ขอบคุณที่กรุณาพิจารณาคำขอร้องของเรา” ลาเฟียก้มศีรษะเล็กน้อยก่อนจะหมุนตัวจากไป

–˜–˜–˜–˜–˜

ร่างโปร่งบางยืนอยู่ท่ามกลางอุทยาน เงยหน้าขึ้นเล็กน้อยเมื่อสายลมอ่อนบางพัดบางเบามาปะทะผิวหน้า ลาเฟียรับรู้ถึงพลังธรรมชาติอันอ่อนโยนที่ไหลเวียนอยู่รอบกาย ร่างบางทดลองยื่นมือออกไปตรงหน้า แล้วก็ถอนใจอย่างผิดหวังเมื่อไม่สามารถรับพลังที่อยู่รอบกายได้เหมือนทุกครั้ง

เหลือเพียง “ซาลไมต์” คงเป็นหนทางสุดท้ายเท่านั้นจริงๆ ร่างบางหมุนตัวกลับแล้วก็ชะงัก เมื่อได้ยินเสียงคำรามปนครางหงิงๆ อย่างตกใจของอะไรบางอย่าง ดวงตางดงามกวาดมองหาแล้วอุทานเบาๆ เมื่อเจอต้นเหตุของเสียง

ร่างสูงที่กำลังเดินผ่านทางเดินที่ทอดยาวออกสู่อุทยานธรรมชาติชะงักเล็กน้อย เมื่อมองเห็นร่างที่ยืนหันหลังริมธารน้ำตก ปอยผมสีเงินทิ้งตัวเหยียดยาวจนแทบจรดพื้นสะท้อนประกายจนเป็นรัศมีงดงามจับตา เครนท์ซขยับพร้อมกับเอ่ยทัก เมื่อเห็นร่างนั้นทำท่าจะก้าวเดินลงน้ำ

“ลาเฟีย เจ้าจะทำอะไร” ลาเฟียชะงักเท้าพร้อมกับหันกลับมาอย่างตกใจ

“ท่าน..เอ่อ..ข้าเพียง..” ดวงตางดงามเหลือบมองไปกลางธารน้ำอย่างรวดเร็วแล้วก็เบาใจ เมื่อเห็นเจ้าตัวเล็กตะกายไปเกาะกิ่งไม้ริมน้ำไว้ได้ สายตาของเครนท์ซมองตามแล้วก็เข้าใจ เมื่อเห็นลูกเสือดำตัวหนึ่งพยายามตะกายกิ่งไม้ ขนที่เดิมคงฟูหนาเพราะยังไม่ถึงเวลาผลัดขน แต่ตอนนี้ลีบแบนเพราะเปียกน้ำ

ร่างสูงยื่นมือออกไป พลังลมหมุนวนดึงดูดวูบหนึ่ง ลูกเสือน้อยตัวนั้นครางอย่างตกใจเมื่อจู่ๆ ตัวมันก็ลอยขึ้นแล้วตกปุลงในอุ้งมือใหญ่แข็งแรง กรงเล็บมันตวัดทันทีด้วยความตกใจแม้จะเป็นแค่ลูกเสือแต่เล็บอันคมกริบยังคงฝากรอยไว้บนอุ้งมือใหญ่ไว้ได้

“ท่านเครนท์ซ!!!...” ลาเฟียอุทานอย่างตกใจเมื่อเห็นโลหิตไหลซึมออกมา

“ตกใจอะไร แค่ลูกเสือข่วน ไม่ใช่แม่ของมันตะปบสักหน่อย” เครนท์ซเอ่ยเบาๆ อย่างไม่ใส่ใจขณะวางเจ้าตัวเล็กลงบนมือเล็กที่เอื้อมมารับอย่างอัตโนมัติ

“เจ้าตัวนี้อีกแล้ว คราวนี้หนีมาซนถึงนี่ คนเลี้ยงคงไม่ทันดูล่ะซิ” เครนท์ซพิจารณาเจ้าตัวเล็ก ไม่สนใจกับบาดแผลที่มือ ลาเฟียเม้มริมฝีปากมองบาดแผลนั้นแล้วรู้สึกผิดเล็กน้อย

“ข้าเสียใจ” ลาเฟียพึมพำขณะจับเจ้าตัวปัญหาที่คงหายตกใจแล้วไว้มือหนึ่ง มืออีกข้างหนึ่งแตะไปที่รอยข่วนสองสามรอยนั่น เครนท์ซมองอย่างแปลกใจเมื่อรู้สึกร้อนผ่าวที่มือ แล้วรอยแผลค่อยๆ สมานกันทีละน้อยจนกระทั่งหายสนิท

“ข้าเพิ่งได้เห็นพลังของชาวเอ็มเมอร์ราลด์กับตานี่เอง” เครนท์ซเอ่ยอย่างประหลาดใจ

“เมื่อเทียบกับพลังและอำนาจของชนเผ่าต่างๆ สิ่งนี้ก็เป็นแค่พลังเล็กน้อยเท่านั้น” ลาเฟียเอ่ยเบาๆ

“ไม่ ข้าคิดว่ามันเป็นพลังที่พิเศษมาก” ลาเฟียเงยหน้ามองแต่เมื่อสบตาสีดำสนิทคมกริบคู่นั้นก็หลบตาลงพร้อมกับประหลาดใจ เมื่อรู้สึกหัวใจกระตุกเล็กน้อย เสมองเจ้าตัวเล็กในมือแล้วก็ขมวดคิ้วเมื่อเห็นร่างนั้นเปียกโชกหนาวจนตัวสั่นระริก ลาเฟียทรุดนั่งลงพร้อมกับใช้ชายเสื้อคลุมค่อยๆ เช็ดขนนุ่มให้อย่างเบามือ

พอขนเริ่มแห้งสนิทเจ้าตัวเล็กก็เริ่มมีเรี่ยวแรงซุกซน มันเอียงคอมองปอยผมสีเงินที่ทอดยาวผ่านหน้ามันลงไปกองที่พื้นอย่างสงสัย แล้วก็ใช้กรงเล็บเล็กๆ ตะปบอย่างสนใจ

“เอ๊ะ..” เสียงอุทานเบา พร้อมกับจุ๊ปากห้าม แต่เจ้าตัวเล็กคงกำลังสนุกจึงเล่นต่ออย่างเพลิดเพลิน เครนท์ซยิ้มเมื่อมองภาพตรงหน้า ตอนนี้ร่างบอบบางตรงหน้าดูแจ่มใสไร้เดียงสาจนน่าประหลาดใจ ต่างกับบุคลิกนุ่มนวลและสง่างามเมื่อยามปกติ

“ให้ข้าช่วยไหม” เครนท์ซถามก่อนจะก้มลงเอื้อมมือไปช่วยรวบผมยาวสลวยของคนตรงหน้าไว้อย่างไม่รอคำตอบ ลาเฟียเงยหน้ามองอย่างตกใจก่อนจะหลบตาแล้วลุกขึ้นยืนอย่างรวดเร็ว

แม้ลาเฟียจะไม่เตี้ยนักเมื่อเทียบกับชายทั่วไป แต่ถ้าเทียบกับเครนท์ซก็ถือว่าเล็กกว่ามาก ร่างบอบบางจึงแทบจะอยู่ในอ้อมอกของเครนท์ซจนสัมผัสได้ถึงลมหายใจแผ่วเบา เครนท์ซก้มลงมองลาเฟีย

“เอ่อ....ขอบคุณ” ลาเฟียเอ่ยเบาๆ มองอุ้งมือใหญ่ที่ยังรวบปอยผมยาวสลวยไว้ไม่ยอมปล่อยจนทำให้ไม่สามารถถอยหลังไปได้ เครนท์ซสูดลมหายใจลึกเมื่อได้กลิ่นหอมรวยรินจากร่างบางก่อนจะเอ่ยถาม

“สีผมของชาวเอ็มเมอร์ราลด์งดงามมาก แต่ไว้ยาวขนาดนี้คงทำความยุ่งยากให้เจ้าไม่น้อย” ร่างบางอึกอักเมื่อคิดในใจว่า ‘เพิ่งจะรู้สึกยุ่งยากก็ตอนนี้แหละ’

“ท่านลาเฟีย ลาเฟีย” เสียงเรียกดังแว่วมาทำให้ เครนท์ซปล่อยมือจากปอยผมนุ่มช้าๆ ลาเฟียถอยกายไปสองก้าวอย่างรีบร้อนใบหน้าแดงเรื่อเล็กน้อย ดาห์เรนก้าวตรงมาอย่างรวดเร็ว โดยมีฟอกซ์เดินตามมาห่างๆ

“ลาเฟีย ท่านอยู่นี่เอง” ดาห์เรนอุทานอย่างโล่งใจ

“ขอโทษที่ทำให้เป็นห่วงดาห์เรน ข้าเผลอเดินไกลออกมาเล็กน้อย”

“ความจริงท่านดาห์เรนไม่ต้องเป็นห่วงมากอย่างนี้ ที่นี่การรักษาความปลอดภัยเข้มงวดมากนะครับ” ฟอกซ์เอ่ยเสริม

“จะไม่ให้ข้าเป็นห่วงได้อย่างไร ก็ร่างกายท่านลาเฟีย...”

“ข้าไม่เป็นไรหรอกดาห์เรน เจ้าก็เห็นที่นี่ปลอดภัยดี” ลาเฟียขัดขึ้นมาอย่างนุ่มนวล ทำให้ดาห์เรนชะงักเล็กน้อยก่อนจะก้มศีรษะลง พอมองเห็นลูกเสือในมือจึงเอ่ยต่ออย่างกังวลเพราะรู้ถึงนิสัยอ่อนโยนของลาเฟียดี

“ท่านคงไม่ได้ใช้พลังอะไรไปกับเจ้าลูกเสือน้อยตัวนี้หรอกนะ” ลาเฟียอมยิ้มสบตากังวลของดาห์เรนอย่างเข้าใจ รู้ว่าคนตรงหน้าไม่อยากให้เขาใช้พลังที่เหลืออยู่ไม่มากนัก เพราะอาจจะเป็นอันตรายได้

“ไม่ ข้าไม่ได้ใช้พลังไปรักษาลูกเสือตัวนี้หรอก” เจ้าของดวงตาสีมรกตปฏิเสธพร้อมกับรอยพราวระยับในดวงตา เมื่อคิดในใจว่าถ้าเป็นเสือตัวใหญ่ตรงหน้านี่ละก็...ใช่ แต่เมื่อเหลือบสายตาไปที่ร่างสูงตรงหน้า ลาเฟียก็หน้าแดงเรื่อ เมื่อดวงตาคมคู่นั้นจับจ้องมาราวกับรู้ว่าตนกำลังคิดอะไรอยู่

เครนท์ซเงยหน้าเมื่อทหารคนหนึ่งก้าวตรงมาอย่างรีบร้อน ก้มศีรษะลงพร้อมกับรายงาน

“ท่านเครนท์ซ มีการติดต่อจากฟีเดลครับ”

“ฟีเดลหรือ?” ร่างสูงขมวดคิ้วเล็กน้อยแล้วก็ถอนใจ ก่อนจะหันกลับมาเอ่ยกับลาเฟีย

“ในเมื่อเจ้าชอบมัน ข้ายกเจ้าตัวเล็กนี้ให้เจ้าดูแลแทนคนเลี้ยงก็แล้วกัน ตอนนี้เริ่มเย็นแล้ว ที่นี่อากาศจะค่อนข้างหนาวในตอนกลางคืน คงต่างจากอากาศที่เอ็มเมอร์ราลด์ เจ้าควรจะเข้าไปพักผ่อนได้แล้ว” เครนท์ซเอ่ยเตือนก่อนที่จะผละออกไปอย่างเงียบๆ

ฟอกซ์ก้มศีรษะให้กับทั้งคู่ก่อนจะเดินตามผู้เป็นนายไป ร่างสูงชะงักเท้าก่อนที่จะเดินลับมุม ดวงตาคมกริบหันกลับมามองเงาร่างโปร่งบางทั้งคู่ ดวงตาอ่อนแสงลงด้วยรอยยิ้มเมื่อพบว่าเจ้าของร่างนั้นกำลังพยายามจัดการกับเจ้าตัวยุ่งที่อยู่ในมือ ไม่ให้ก่อกวนกับเส้นผมยาวสลวยของตน

–˜–˜–˜–˜–˜

“เคธาน ปัญหาการกระทบกระทั่งของฟีเดลกับอัสวานเกิดขึ้นหลายครั้งแล้วนะ ในฐานะที่ข้าเป็นผู้นำสหพันธ์ ขอเตือนให้เจ้ายุติปัญหานี้ลงก่อนที่จะประชุมครั้งหน้า” เครนท์ซเอ่ยเสียงเรียบขณะมองไปยังร่างสูงในเครื่องแบบสีน้ำเงินเข้มของราชาแห่งฟีเดลในจอภาพเบื้องหน้า เคธานขมวดคิ้ว ดวงตาสีน้ำเงินเข้มมีประกายโทสะเล็กน้อย

“เครนท์ซ ท่านเองก็รู้ดีพอๆ กับข้า นี่ 3 ครั้งแล้วนะที่จาร์ซัสแห่งอัสวานทำเช่นนี้ ฟีเดลไม่เคยลุกล้ำอาณาเขตของผู้ใด และก็จะไม่ยอมให้ใครมาทำเช่นนั้นกับฟีเดลเด็ดขาด” เครนท์ซมองเพื่อนสนิทแววตานั้นยิ่งเยือกเย็นลง

“ข้ารู้ และข้าไม่ได้ขอให้เจ้าอดทน เรื่องบางเรื่องไม่สามารถทำได้บนโต๊ะประชุม จัดการเรื่องนี้ซะเคธาน ก่อนที่ปัญหาพวกนี้จะลุกลามไปยังดาวดวงอื่นๆ ตอนนี้สหพันธ์จะยังไม่เข้าไปยุ่งในเรื่องกระทบกระทั่งเล็กน้อยของพวกเจ้า”

“ตกลงท่านผู้นำ ข้าจัดการได้แน่ และต่อไปอัสวานจะได้บทเรียนว่าไม่ควรที่จะรุกรานใครอีก” เครนท์พยักหน้ารับก่อนสั่ง

“ยกเลิกการติดต่อ”

เมื่อสัญญาณบนจอภาพดับหายไป เครนท์ซเอนตัวลงพิงเก้าอี้แตะปลายนิ้วชนกันอย่างครุ่นคิด ฟอกซ์เอ่ยอย่างระวัง

“ท่านเครนท์ซ หากสู้รบกันซึ่งหน้าอัสวานไม่มีทางทานกำลังของท่านเคธานได้แน่ แต่จาร์ซัสแห่งอัสวานเจ้าเล่ห์ดุจจิ้งจอก และเมื่อกล้าแหย่เคธานแสดงว่าต้องมีแผนอะไรแอบแฝงแน่”

“ข้ารู้ ฟอกซ์ แต่พลังของเคธานเป็นรองก็เพียงข้าเท่านั้น ตอนนี้ข้าคงได้แค่ดูอยู่ห่างๆ ฐานะของข้าเข้าไปยุ่งมากกว่านี้ไม่ได้ แต่เคธานเองก็รู้จักจาร์ซัสดีคงไม่เพลี่ยงพล้ำง่ายๆ หรอก”

“ครับท่าน”

–˜–˜–˜–˜–˜–˜–˜–˜–˜–˜

จบบทที่ 2

0 Comments:

Post a Comment

<< Home