the eternities

Friday, January 14, 2005

the eternities บทที่ 3

“ดาร์ค! ดาร์ค! ออกมาเดี๋ยวนี้นะ” ลูกเสือดำตัวเล็กยื่นจมูกออกมาจากพุ่มไม้ระหว่างทางเดินเมื่อได้ยินเสียงดุๆ เรียกชื่อของมัน ดวงตาสีเหลืองซุกซนมองมายังผู้เป็นเจ้าของ ก่อนจะวิ่งไปตามแผ่นหินที่ปูทอดยาวออกไปเหมือนจะชวนเล่น

ลาเฟียมองตามอย่างอ่อนใจก่อนจะเดินตาม นานมากเท่าใดแล้วนะที่เขาไม่ได้ว่างพอที่จะเดินเล่นอย่างสบายใจเช่นนี้ ลาเฟียคิดแล้วก็ต้องหยุดมองซ้ายขวาอย่างงุนงงเมื่อพบว่าตัวเองอยู่บนทางเดินที่ทอดยาว และเชื่อมต่อกันระหว่างอุทยานที่ไม่รู้จัก และดูเหมือนบริเวณนี้จะมีคนดูแลน้อยจนน่าประหลาดใจ

ร่างบางเดินเรื่อยมาสุดทางเดินแล้วหยุดกลางห้องโถงใหญ่ ก้มลงมองเจ้าตัวเล็กขนนุ่มที่วกกลับมาเดินพัวพันอยู่รอบข้อเท้า เรียวปากงามคลี่ยิ้ม

“ไงล่ะ ดาร์ค เจ้าตัวซุกซน เจ้าเป็นเจ้าของสถานที่นี่นะ เราจะกลับทางไหนดีล่ะ” เสียงครางเบาๆ เหมือนจะประท้วงดังจากเจ้าตัวเล็กทำให้ลาเฟียหัวเราะออกมาเบาๆ ก่อนจะมองไปรอบๆ อย่างลังเล แล้วตัดสินใจผลักประตูห้องที่อยู่ตรงข้ามกับห้องโถงเข้าไป ห้องนั้นกว้างขวางและดูโปร่งสบาย ภายในห้องตกแต่งไว้อย่างงดงามแปลกตาด้วยสีครีมและเขียว เพียงแต่บรรยากาศของห้องกลับดูเงียบเหงาราวกับไร้เจ้าของหรือผู้ครอบครองมาเนิ่นนาน

ที่ผนังด้านตรงข้ามกับประตูประดับด้วยภาพเขียนขนาดเท่าคนจริง ลาเฟียขยับเข้าไปใกล้อย่างสนใจ ในภาพเป็นชายหนุ่มร่างสูงใบหน้าคมเข้มที่นั่งพิงหน้าต่าง เค้าหน้าช่างคล้ายคลึงกับราชาแห่งทราสคนปัจจุบันเพียงแต่คนในภาพดูมีอายุมากกว่าเล็กน้อย ดวงตาสีดำทอแววอ่อนโยนเมื่อทอดมองไปยังหญิงสาวร่างบอบบางที่นั่งเล่นพิณอยู่ตรงหน้า โดยมีเด็กชายเล็กๆ นอนหลับสนิทพาดศีรษะไว้บนตัก ลาเฟียมองใบหน้าคมของเด็กชายในรูปที่ราวกับถอดแบบมาจากผู้ที่สูงวัยกว่า แล้วยิ้มเล็กน้อยกับความอบอุ่นอ่อนโยนของครอบครัวนั้น ร่างบางหมุนตัวไปรอบๆ ห้อง ผนังอีกด้านเป็นหน้าต่างบานกว้าง มองออกไปเห็นธารน้ำและสวนที่ถูกตกแต่งให้ร่มรื่นงดงามราวกับธรรมชาติสร้างสรรค์ไว้

แต่สิ่งที่สะดุดสายตาของลาเฟีย กลับเป็นเครื่องดนตรีชิ้นใหญ่ที่วางทิ้งไว้ริมหน้าต่าง ลักษณะบ่งบอกว่าเป็นชิ้นเดียวกับในภาพ มือเล็กค่อยสัมผัสโครงร่างงดงามอ่อนช้อยของพิณ น่าเสียดายที่ถูกวางไว้ไม่ได้รับการดูแล สายพิณไม่ได้ถูกขึ้นสายไว้ ร่างโปร่งบางทรุดตัวลงนั่งคุกเข่า ก่อนจะขึ้นสายพิณและดึงให้ตึงพร้อมกับกรีดนิ้วลองเสียง

ติ๊งงง..

ริมฝีปากบางคลี่ยิ้มอย่างพอใจเมื่อได้ยินสำเนียงเสนาะ นิ้วเรียวเริ่มกรีดไล่เสียงช้าๆ เจ้าตัวเล็กยืนเอียงคอมองอย่างสนใจ ก่อนจะเดินเข้ามาใกล้แล้วก็หมอบลงเกยคางไว้ขาของตน ทำท่าราวกับตั้งใจฟังเต็มที่ ทำให้ลาเฟียหัวเราะออกมาอีกครั้งอย่างอดไม่ได้

ลาเฟียไม่อาจปฏิเสธได้ว่าเจ้าตัวเล็กนำความแจ่มใสมาให้ได้ไม่น้อย เพราะตั้งแต่รับภาระของเอ็มเมอราลด์มา น้อยครั้งนักที่จะมีเวลาเพลิดเพลิน ทุกวันมีแต่ภาระงานที่ต้องดูแลสะสางจนแทบไม่ได้พักผ่อน นี่นับเป็นช่วงระยะเวลาที่ว่างที่สุดในรอบหลายปี

เสียงดนตรีกังวานพริ้วดังแว่วมาทำให้ร่างสูงถึงกับชะงัก ดวงตาคมกริบหรี่ลงเล็กน้อยก่อนจะหมุนตัวเดินตามเสียงอ่อนหวานนั้นไป

เครนท์ซยืนพิงประตูมองร่างบางในชุดสีขาวสะอาดที่นั่งคุกเข่าหน้าพิณตัวใหญ่ เสี้ยวหน้างดงามก้มลงทำให้ปอยผมสีเงินยาวหล่นลงบังใบหน้าไว้ครึ่งหนึ่ง เสียงเพลงชะงักขาดหายไปทันทีเมื่อลาเฟียรู้สึกว่าถูกจ้องมอง พร้อมกับเงยหน้าขึ้นสบตาคมกริบที่มองตรงมา

“หยุดทำไม เจ้าเล่นออกไพเราะขนาดนั้น” เครนท์ซเอ่ยออกมาเมื่อเห็นร่างบางทำท่าจะขยับลุกขึ้น

ลาเฟียมองร่างสูงอย่างไม่ค่อยสบายใจนัก ห้องนี้พอมองออกว่าเป็นห้องแห่งความทรงจำ ทุกสิ่งจัดวางไว้ราวกับไม่ได้ขยับเขยื้อนมาเนิ่นนาน ดังนั้นอาจเป็นเขตหวงห้ามที่เขาไม่ควรเข้ามาก็ได้

“เอ่อ......ข้าขอโทษหากเป็นการล่วงล้ำ” ร่างสูงก้าวเข้ามาทรุดตัวลงนั่งทำให้ลาเฟียต้องนั่งลงอีกครั้ง

“ไม่เป็นไร ห้องนี้เองก็ไม่ใช่ว่าจะมีอะไรต้องห้าม” ดวงตาคมกริบคู่นั้นมองเลยไปยังภาพที่ผนังห้องก่อนจะเอ่ยต่อเสียงเรียบ

“แม่ก็คงดีใจที่พิณตัวนี้ได้มีโอกาสทำหน้าที่ของมันอีกครั้งหลังจากปล่อยทิ้งมานาน”

“ท่านแม่ของท่านคงจะโปรดดนตรีมาก”

“อืมม์ เมื่อเวลาว่างจากงานพ่อมักจะมานั่งพัก ฟังแม่เล่นดนตรีที่นี่เสมอ เมื่อท่านแม่สิ้นไปพ่อก็ไม่เคยมาที่ห้องนี่อีกเลย” สายตาของชายหนุ่มวกกลับมายังดวงหน้างดงามตรงหน้า ก่อนจะเอ่ยต่อ

“เจ้าเล่นให้ข้าฟังอีกครั้งได้หรือไม่”

ลาเฟียยิ้มเล็กน้อยก่อนจะเริ่มกรีดนิ้ว บรรเลงท่วงทำนองไพเราะ เครนท์ซมองเสี้ยวหน้าที่ก้มต่ำจนมองเห็นแพขนตางอนยาวทาบไปบนแก้มนวล ร่างสูงนั่งนิ่งจนกระทั่งเสียงเพลงขาดหายไป ลาเฟียเงยหน้าขึ้นเมื่อสบตาคมคู่นั้นก็ชะงักเล็กน้อย

“ไพเราะมาก แต่ฟังดูเศร้าๆ” เครนท์ซกล่าวเบาๆ ลาเฟียเบือนหน้ามองออกไปที่หน้าต่างแล้วตอบ ดวงตาสีมรกตอ่อนแสงลงวูบหนึ่ง

“เนื้อเพลงนี้บรรยายถึงหุบผานิรันดร์ อันเป็นสถานที่ที่งดงามที่สุดบนดาวเอ็มเมอร์ราลด์ เงียบสงบ อากาศอบอุ่นและเป็นที่ที่ไม้ดอกนานาพันธ์จะบานตลอดปี ที่นั่นเป็นสถานที่สำคัญเพราะเป็นที่ทอดร่างของผู้นำเอ็มเมอร์ราลด์ทุกรุ่นเมื่อสิ้นอายุขัย”

“งั้นหรือ สำหรับชาวทราสเรายินดีที่ตายในสนามรบ และจะใช้เพลงรบในการบรรเลงส่งผู้ตาย” ลาเฟียยิ้มออกมาอย่างอดไม่ได้พึมพำเบา

“สมกับเป็นทราส” ร่างสูงเลิกคิ้ว ทำหน้าเฉยเหมือนไม่ได้ยินและพูดต่อ

“แต่เสียงเพลงของเจ้ากลับทำให้ข้าคิดถึงยอดเขาแห่งหนึ่งที่อยู่ทางเหนือของทราส มันโดดเด่นท่ามกลางขุนเขาที่สลับซับซ้อน ที่นั่นฤดูหนาวจะมีหิมะปกคลุมและหนาวจัดมาก แต่พอฤดูใบไม้ผลิหิมะละลายจะก่อกำเนิดธารน้ำเล็กๆ มากมายที่ใสราวกับกระจก ดอกไม้ป่าบานสวยมาก”

“ดอกไม้ป่า?”

“เจ้าแปลกใจ? หึ! ที่ทราสแม้จะใช้เทคโนโลยีมาก แต่บางส่วนยังคงความงดงามของธรรมชาติไว้” ลาเฟียยิ้ม ไม่ได้อธิบายว่าที่แปลกใจนี่ไม่ใช่เรื่องดอกไม้ป่าหรอก กลับเป็นผู้ชายร่างสูงท่าทางแข็งกร้าวและดูเย็นชาตรงหน้านี่ต่างหาก ไม่น่าเชื่อว่าจะสังเกตรายละเอียดและความสวยงามบอบบางเช่นนั้น

“ที่นั่นคงจะงดงามมากทีเดียว”

“ใช่ เจ้าอยากเห็นหรือเปล่า” ร่างบางพยักหน้าอย่างไม่ทันคิด

“ข้าเองก็ไม่ได้ไปที่นั่นนานมากแล้ว แต่อาทิตย์หน้าข้าต้องไปตรวจงานทางเหนือ ข้าจะพาไป อย่างน้อยเจ้าจะได้เยือนทราสให้ทั่วก่อนที่จะกลับเอ็มเมอร์ราลด์” ลาเฟียเงยหน้าขึ้นทันที

“หมายความว่า...ท่านพิจารณาเรื่อง...เอ่อ..ซาลไมต์.....”

“ข้ากำลังคิดอยู่ ลาเฟีย ดูเจ้ากังวลเรื่องนี้มาก ราชาแห่งเอ็มเมอร์ราลด์คงมีความสำคัญต่อเจ้ามากเป็นพิเศษสินะ” ร่างสูงตัดบทก่อนจะลุกขึ้น เมื่อรู้สึกหงุดหงิดอย่างไม่มีเหตุผล ร่างบางเม้มปากนิ่งอึ้งแล้วก็ถอนใจวางมือจากพิณ

“ใช่ ในฐานะของชาวเอ็มเมอร์ราลด์ ราชาของเราย่อมสำคัญกว่าสิ่งใด ไม่ใช่หรือ? หากเป็นท่านตกอยู่ในสถานการณ์เช่นเดียวกับข้าล่ะ” เครนท์ซชะงักเมื่อได้ฟังคำโต้ตอบ ร่างสูงมองดวงตาสีมรกตซึ่งเป็นประกายวับนั่นแล้วก็ทำหน้าเฉย

“นั่นสินะ”

ลาเฟียมองท่าทางที่เปลี่ยนไปนั้นอย่างไม่เข้าใจก่อนจะขยับลุกขึ้นบ้าง แต่แล้วก็นิ่วหน้าเมื่อรู้สึกชาเล็กน้อยเนื่องจากนั่งคุกเข่าอยู่นาน ทำให้เครนท์ซมองอย่างสงสัยแล้วก็อดยิ้มไม่ได้เมื่อสบตาสีมรกตที่มีรอยเขินอาย มือแข็งแรงยื่นไปช่วยประคอง ลาเฟียกล่าวขอบคุณแผ่วเบาในลำคอ พอขยับจะก้าวเดินก็ต้องอุทานเมื่ออ้อมแขนแข็งแรงช้อนร่างตนเองขึ้นอย่างรวดเร็ว

“เครนท์ซ เอ้อ..ท่าน...”

“ข้าจะไปส่ง เจ้าเดินเองคงไม่ไหวหรอก”

“แต่ว่า..” ลาเฟียเงียบเสียงลงเมื่อร่างสูงไม่ฟังเขาสักนิด เจ้าดาร์คเงยหน้าขึ้นโก่งตัวบิดขี้เกียจพร้อมกับวิ่งตาม ร่างบางเหลือบตารอบข้างอย่างกังวล ภาวนาตลอดทางอย่าให้ใครมาเห็นเข้าแล้วก็โล่งใจเมื่อเห็นที่พักอยู่ตรงหน้า แต่..

“ท่านเครนท์ซ....” เสียงเรียกจากด้านหลังทำให้ร่างสูงชะงักแล้วหันกลับมาทั้งที่ยังโอบร่างบางไว้ในอ้อมแขน ลาเฟียเองก็หันขวับมองอย่างตกใจเมื่อเห็นฟอกซ์และนายทหารอีกหลายคนยืนอยู่ตรงหน้า

“ท่านลาเฟียเป็นอะไรหรือครับ” ฟอกซ์ถามอย่างกังวลเมื่อเห็นร่างในชุดคลุมสีขาวชัดตา ลาเฟียหน้าแดงเรื่อเริ่มขยับ แต่อ้อมแขนที่โอบไว้แน่นกลับไม่ยอมปล่อยแถมออกแรงรัดไว้แน่นจนลาเฟียกระซิบเสียงขุ่น

“เครนท์ซ ท่านปล่อยข้าลงนะ” ใบหน้าเข้มก้มลงมองเขาแววตาสีดำสนิทคู่นั้นเป็นประกายวูบหนึ่งแล้วกลับสู่ความเฉยเมยเช่นเดิม

“ขาเจ้ายังไม่หายชาไม่ใช่หรือ ที่พักอยู่ห่างออกไปอีกไม่มากนักข้าจะไปส่ง”

ฟอกซ์มองการโต้เถียงตรงหน้าแล้วพยายามซ่อนแววหัวเราะในแววตา ขณะที่นายทหารคนอื่นเมินมองรอบข้างไปตามเรื่อง และทุกคนต้องรีบทำสีหน้าเรียบเฉยเมื่อร่างสูงหันมาถาม

“มีอะไรหรือเปล่า ฟอกซ์” เครนท์ซเอ่ย สีหน้ายังคงไม่แสดงความรู้สึก

“มีข่าวสำคัญจากยานลาดตระเวนครับ”

“อืมม์ พวกเจ้าไปรอข้าที่ห้องบัญชาการ”

“ครับท่าน” เมื่อบรรดาเหล่านายทหารเดินพ้นไปแล้ว เครนท์ซก้มหน้าลงมองร่างในอ้อมแขนที่ตอนนี้หน้าแดงเรื่อด้วยความอาย คราวนี้แววตาสีดำสนิทมีแววหัวเราะก่อนจะพาร่างบางเดินมาถึงหน้าห้อง วางร่างในอ้อมแขนลงอย่างนุ่มนวล

“ท่านลาเฟีย เป็นอะไรไป” เสียงทักอย่างเป็นห่วงจากดาห์เรน เมื่อเปิดประตูออกมาพบ ลาเฟียส่ายหน้าเล็กน้อย เพราะยังไม่สามารถพูดอะไรออกมาได้ เครนท์ซจึงเป็นฝ่ายตอบแทน

“แค่ขาชาเพราะนั่งนานไปหน่อยไม่มีอะไรมาก” เมื่อหมุนตัวเดินจากมา ร่างสูงคิดถึงร่างนุ่มนวลในอ้อมแขนเมื่อครู่ จมูกยังอวลกลิ่นหอมจางๆ จนต้องอดยิ้มออกมาไม่ได้ ความรู้สึกอ่อนหวานเริ่มรินรดหัวใจอันแข็งแกร่งให้นุ่มนวลลง

–˜–˜–˜–˜–˜

เครนท์ซ กวาดตามองดูแผนที่ตรงหน้าแล้วเอนตัวพิงเก้าอี้

“ได้ข่าวจากฟีเดลบ้างหรือไม่” ฟอกซ์เงยหน้าแล้วรายงาน

“การปะทะกันที่เขตแดนของฟีเดลเมื่อสองวันก่อน ฟีเดลเป็นฝ่ายมีชัย ทางอัสวานสูญเสียยานไปหลายลำรวมถึงยานแม่ของจาร์ซัสเองก็ได้รับความเสียหาย”

“แต่นี่ก็สองวันมาแล้ว แปลกที่ไม่มีความเคลื่อนไหวเลย และถ้าจากชายแดนของฟีเดล ทราสอยู่ใกล้ที่สุดไม่ใช่หรือ” เครนท์ซส่ายหน้าช้าๆ เมื่อคิดถึงจาร์ซัส ใบหน้าเหี้ยมเกรียมดวงตาแฝงแววเจ้าเล่ห์ของหมาจิ้งจอก คนอย่างนั้นโหดร้ายแม้กระทั่งทหารของตนเอง คงไม่ยอมแพ้อะไรง่ายๆ หรอก

“ท่านเครนท์ซ ท่านคิดว่า.........” ยังไม่ทันขาดคำเสียงสัญญาณดังขึ้นขัดจังหวะเบาๆ ฟอกซ์หันขวับไปทันทีแล้วก็ขมวดคิ้ว ขณะที่ร่างสูงยิ้มเย็นชาเมื่อจอภาพแสดงถึงที่มาของสัญญาณ

“สัญญาณจากยานของจาร์ซัส” ฟอกซ์รายงานทันที

“เปิดสัญญาณ”

ร่างสูงใหญ่ในเครื่องแบบสีเทา ดวงตาสีเทาดุจก้อนน้ำแข็ง ใบหน้าดูเหี้ยมเกรียมด้วยแผลเป็นที่พาดผ่านโหนกแก้มซ้ายจนถึงมุมปาก ปรากฏบนจอภาพ ร่างนั้นก้มศีรษะเล็กน้อย

“เครนท์ซ”

“จาร์ซัส” ร่างสูงทักตอบสั้นๆ

“คาดว่าท่านคงรู้ปัญหาระหว่างข้ากับเคธานแล้ว” ร่างนั้นเริ่มเรื่องโดยไม่รอช้า

“ใช่” เครนท์ซพยักหน้า ดวงตาสีดำสนิทมองร่างในจอภาพอย่างประเมินแล้วเอ่ยต่อด้วยท่าทีเย็นชา “เรื่องของพวกเจ้ายิ่งจะทำให้การประชุมสหพันธ์ครั้งหน้าตกลงได้ยากขึ้น ถึงแม้จะเป็นเรื่องระหว่างฟีเดลกับอัสวานก็เถอะ”

“ข้ารู้ แต่เรื่องของข้ากับเคธานก็ไม่เกี่ยวข้องกับสหพันธ์”

“ตอนนี้ยังไม่ก็จริง จาร์ซัส แต่ระวังให้ดีล่ะ ตอนนี้ข้าจะยังไม่เข้าไปยุ่งกรณีพิพาทของพวกเจ้า” ร่างใหญ่ผงกศีรษะรับเมื่อเห็นท่าทีแข็งกร้าวของผู้นำสหพันธ์ แล้วเปลี่ยนเรื่อง

“แต่ตอนนี้ข้ามีเรื่องขอร้องท่าน เมื่อ 2 วันก่อนข้าปะทะกับเคธาน เป็นเหตุให้ยานของข้าได้รับความเสียหาย ข้าจึงขอพักยานที่ทราสเพื่อทำการซ่อมแซม คิดว่าท่านคงไม่ขัดข้อง”

“ในฐานะที่ข้าเป็นผู้นำของสหพันธ์ ย่อมต้องให้ความช่วยเหลือดวงดาวที่เป็นสมาชิก เพราะฉะนั้นข้าอนุญาตให้เจ้านำยานลงจอดได้ และดูแลคนของเจ้าอย่าให้มีปัญหาขึ้น” จาร์ซัสก้มศีรษะลงอย่างแข็งๆ เมื่อได้รับการเตือนในที

“ข้าจะรักษากฎของสหพันธ์อย่างระวัง ตราบเท่าที่ข้าอยู่บนทราส”

“อย่าลืมจาร์ซัส ในครั้งนี้ข้าไม่สนใจว่าใครจะเป็นคนก่อเรื่อง ในขณะที่สนธิสัญญาสันติภาพยังไม่เป็นรูปเป็นร่างข้าจะยังวางตัวเป็นกลางในเรื่องนี้ และตราบเท่าที่การกระทบกระทั่งของพวกเจ้าจะไม่ลุกลามไปที่ดาวดวงอื่น”

ร่างสูงพูดจบก็หันกายจากไป พร้อมกับสัญญาณสื่อสารถูกตัดลง

–˜–˜–˜–˜–˜

เมื่อยานลำใหญ่สีดำลงจอด พร้อมกับการล็อคสัญญาณของลานจอดเข้ากับตัวยานเสร็จสิ้น ทางทราสได้อนุญาตให้เพียงยานขนส่งลำเล็กและยานคุ้มกันอีกหนึ่งลำ นำจาร์ซัสราชาแห่งอัสวานเข้ามายังลานจอดในส่วนของหอควบคุมและบัญชาการ

ร่างใหญ่ก้าวมาตามทางเดินอย่างรวดเร็ว เมื่อมาหยุดต่อหน้าผู้นำแห่งทราสจึงก้มศีรษะลง เครนท์ซพยักเล็กน้อยพิจารณาร่างใหญ่ตรงหน้าและกวาดสายตามองไปยังผู้ติดตามทั้งหมดของจาร์ซัส ที่ก้มศีรษะคารวะอย่างนอบน้อม

“ยินดีต้อนรับ จาร์ซัส ราชาแห่งอัสวาน”

“ขอบคุณที่อนุญาตให้ยานของข้าลงจอดเพื่อทำการซ่อมแซม เครนท์ซ”

“ข้าผ่อนปรนให้กับคำร้องขอเสมอ และหวังว่าเจ้าและทหารของเจ้าคงเคารพกฎของที่นี่” จาร์ซัสพยักหน้ารับ

“แน่นอน และเมื่อซ่อมแซมยานเสร็จข้าจะเดินทางทันที”

“ข้าจะให้ฟอกซ์และอาเดล ดูแลความสะดวกในเรื่องที่พักและการซ่อมยานให้กับเจ้า ดูแลคนของเจ้าให้อยู่ในที่ที่กำหนดไว้ด้วย ไม่อย่างนั้นข้าจะไม่เกรงใจแน่”

ดวงตาจาร์ซัสเป็นประกายวูบเมื่อได้ยินคำเตือน แต่เมื่อสบตาเยือกเย็นของเครนท์ซที่มองมาอย่างรู้ทันก็ก้มศีรษะลงอย่างยอมรับ ก่อนจะมองตามร่างสูงที่หมุนตัวด้วยสายตาที่ทำให้ฟอกซ์เห็นแล้วต้องเตือนตัวเองให้ระวังจิ้งจอกเจ้าเล่ห์ตัวนี้ไว้ให้ดี

–˜–˜–˜–˜–˜

“อะไรนะ!!!!”

จาร์ซัสตวาดเสียงลั่นเมื่อรู้ว่าการซ่อมแซมยานติดขัดและล่าช้า เพราะความเสียหายมากกว่าที่ประเมินไว้ ทหารที่ยืนรายงานหน้าซีดก้มหน้าอย่างระวังตัวเมื่อสิ่งของบนโต๊ะกระจายด้วยการสะบัดมือเพียงครั้งเดียว พลังหมุนวนจากมือใหญ่รุนแรงจนเพียงปลายพลังถึงกับทำให้ร่างทหารสองคนปลิวกระเด็นไปชนผนังห้อง

“ยังไม่รีบออกไป ซ่อมแซมให้มันเสร็จๆ อีก” เสียงตวาดลั่นทำให้ทุกคนถอยกรูดออกไปอย่างรวดเร็วพร้อมกับถอนหายใจ เมื่อคิดว่ารอดมาได้อย่างหวุดหวิด เพราะถ้าไม่อยู่บนทราสอาจมีใครต้องสังเวยชีวิตเพราะอารมณ์รุนแรงของผู้เป็นนายได้

จาร์ซัสสะบัดมือใส่โต๊ะอีกครั้งด้วยโทสะ จนพลังรุนแรงทำให้โต๊ะที่ผลิตจากวัสดุอันแข็งแกร่งกระจายเป็นชิ้นๆ ร่างใหญ่หมุนตัวออกไปที่หน้าต่าง มองอาณาจักรทราสด้วยแววตามาดหมาย ข้างหน้าเขาเป็นอุทยานที่งดงามและกว้างขวาง ส่วนที่พักของเขาแยกออกมาจากส่วนหน้าที่จาร์ซัสรู้ว่าแม้จะดูเงียบสงบ แต่ต้องแวดล้อมไปด้วยเวรยามและการเฝ้าระวังอันเข้มงวด

ขณะหมุนตัวกลับจาร์ซัสก็ชะงัก เมื่อมองไกลออกไปถึงทางเดินที่ทอดยาวผ่านอุทยาน เห็นเงาร่างสีขาวและผมสีเงินยาวเหยียดเป็นประกายเคลื่อนไหว สะดุดสายตา

“ลักษณะเช่นนี้ ชาวเอ็มเมอร์ราลด์ไม่ใช่หรือ” ทำไมชาวเอ็มเมอร์ราลด์ ผู้มีพลังในการรักษาถึงมาอยู่ที่ทราสได้ จาร์ซัสคิดอย่างแปลกใจ

‘มีอะไรเกี่ยวข้องกับทราสหรือไม่’

–˜–˜–˜–˜–˜

จาร์ซัสก้าวเข้าไปในสวนพร้อมกับกวาดสายตาหาเงาร่างที่มองเห็นเมื่อครู่ ร่างใหญ่ผ่อนฝีเท้าเล็กน้อยเมื่อได้ยินเสียงหัวเราะนุ่มนวลดังแว่วจากผู้ที่นั่งสนทนากันอยู่ ราชาแห่งอัสวานค่อยๆ ก้าวเข้าไป เสียงฝีเท้าทำให้ร่างเล็กที่นั่งหันหน้ามาทางเขาเงยหน้าขึ้น ดาห์เรนชะงักคำพูด คิ้วเรียวขมวดเมื่อเห็นคนแปลกหน้า และเครื่องแบบที่แตกต่างออกไปจากทหารของทราส ดวงตาสีเทาเยือกเย็นนั้นมีนัยประหลาดแฝงจนต้องระวังตัว

“ไม่คิดว่าจะมีชาวเอ็มเมอร์ราลด์พำนักอยู่บนทราส” จาร์ซัสเอ่ยทัก เป็นเหตุให้ลาเฟียที่หันหลังอยู่ชะงักอย่างแปลกใจ ก่อนจะหันมามองเจ้าของเสียงนั้น

แวบแรกที่จาร์ซัสมองสบตาสีมรกตคู่นั้น ราชาแห่งอัสวานถึงกับยืนนิ่งตะลึงไปอึดใจ ดวงตาสีเทาจับจ้องใบหน้างดงามตรงหน้าอย่างพึงพอใจ ขณะที่ลาเฟียกระพริบตาวูบหนึ่งอย่างสงสัยก่อนจะลุกขึ้น

ดาห์เรนมองใบหน้าที่มีรอยแผลเป็นขีดยาว และแววตาไม่น่าไว้ใจของชายตรงหน้า แล้วก้าวไปขวางหน้าลาเฟียไว้ด้วยท่าทีระแวง ทำให้ลาเฟียต้องยิ้มอย่างอ่อนใจเมื่อเห็นอย่างนั้น นับวันดาห์เรนจะช่างปกป้องเข้าไปทุกที

“ท่านเป็นใคร” ดาห์เรนถามห้วนๆ

“จาร์ซัส ราชาแห่งดาวอัสวาน” ลาเฟียขมวดคิ้วเรียวอย่างแปลกใจแกมระวังตัวเมื่อได้ยินชื่อ อัสวานอย่างนั้นหรือ? เหตุใดผู้นำแห่งอัสวานที่ได้ชื่อว่าโหดเหี้ยมและบ้าสงครามจึงมาอยู่ที่นี่ ร่างบางคิดขณะก้มศีรษะลงเล็กน้อย

“นาธาเนียล ลาเฟีย ทูตจากเอ็มเมอร์ราลด์ และนี่ผู้ช่วยของข้า ดาห์เรน” ดวงตาสีเทากวาดตามองเงาร่างตรงหน้า

“ข้าเคยคิดว่าเอ็มเมอร์ราลด์จะไม่ติดต่อกับดาวดวงอื่นเสียอีก ทราสช่างโชคดีที่ได้มีโอกาสต้อนรับพวกเจ้า”

“ท่านจาร์ซัสกล่าวเกินไป เอ็มเมอร์ราลด์เป็นเพียงดาวดวงเล็กๆ ที่ไม่มีความสำคัญอะไร และข้ามาที่นี่เพียงเพราะมีเรื่องขอร้องผู้นำแห่งทราสเท่านั้น กลับเป็นท่าน ราชาแห่งอัสวานเหตุใดจึงได้มาเยือนทราส” วาจานุ่มนวลแฝงนัยย้อนถาม

“ยานของข้าได้รับความเสียหาย จึงได้มาพักยานระหว่างทางเพื่อซ่อมแซมที่นี่ พวกเจ้าจะพักอยู่ที่ทราสนานเท่าใด” ดวงตาของลาเฟียหรุบลงซ่อนแววตาเมื่อได้ยินคำถามนั้นก่อนจะตอบเสียงเบา

“หากทุกอย่างราบรื่น ข้าคงเดินทางกลับภายในหนึ่งเดือน”

“ถ้าเช่นนั้น ข้าคิดเจ้าคงให้เกียรติข้าไปเยือนอัสวานหลังจากที่เจ้าเดินทางกลับจากทราส” จาร์ซัสเชื้อเชิญดวงตามองร่างงามอย่างมาดหมาย ในบรรดา ‘ผู้รับใช้’ ทั้งหมดของเขาไม่มีผู้ใดงดงามเท่าชายหนุ่มตรงหน้าเลย ความต้องการครอบครองร่างตรงหน้าเกิดขึ้นทันที

“ขอบคุณสำหรับคำเชิญ แต่ข้าคงไม่สามารถไปได้” แววตาจาร์ซัสผิดปกติไปวูบหนึ่งเมื่อได้ยินคำปฏิเสธ

“เพราะเหตุใด หรืออัสวานไม่มีเกียรติพอที่จะต้อนรับเจ้า” ลาเฟียส่ายหน้าเป็นเชิงปฏิเสธพร้อมกับตอบเสียงอ่อนโยน

“ไม่ใช่เช่นนั้น เพียงแต่เอ็มเมอร์ราลด์มอบหมายภารกิจให้ข้ามากมาย คงไม่มีเวลาพอที่จะเยือนอัสวาน ต้องขออภัยด้วย”

“น่าเสียดาย” จาร์ซัสขมวดคิ้ว เสียงที่ตอบมีแววขุ่นเคืองเล็กน้อยเมื่อไม่ได้ตามความต้องการ ลาเฟียเองก็เงียบไม่ได้อธิบายต่อเพราะเห็นว่าไม่จำเป็นต้องแก้ไขความเข้าใจผิดอะไรอีก

ดาห์เรนมองจาร์ซัส สัญชาติญาณทำให้ไม่ไว้วางใจร่างตรงหน้า โดยเฉพาะเมื่อสายตาคู่นั้นกวาดมองร่างลาเฟีย ดาห์เรนจึงเอ่ยขึ้นเบาๆ

“ท่านลาเฟีย พวกเราน่าจะกลับที่พักได้แล้ว” ลาเฟียหันมายิ้มดวงตาบอกแววเข้าใจพลางพยักหน้ารับ แล้วกล่าวกับจาร์ซัส

“พวกเราต้องขอตัวก่อน ยินดีที่ได้พบกับท่าน ราชาแห่งอัสวาน”

“เดี๋ยว..ลาเฟีย” มือใหญ่คว้าข้อมือเล็กไว้ตามใจคิดเมื่อเห็นร่างงดงามกำลังจะหมุนตัวจากไป ทำให้ลาเฟียชะงักอย่างคาดไม่ถึง

“ท่านจาร์ซัส!” เสียงนุ่มนวลนั้นเตือนอย่างเยือกเย็น ร่างสูงโปร่งเหยียดตรง ท่าทีสง่างามนั้นทำให้ร่างใหญ่ชะงักไป แต่อารมณ์อยากเอาชนะทำให้มือใหญ่นั้นออกแรงเพิ่มขึ้น

“ข้าเพียงอยากรู้ว่าเจ้าพักอยู่ที่ใด และข้าจะไปเยี่ยมบ้างได้หรือไม่ เพราะข้าคงพักอยู่ที่นี่อีกหลายวันจนกว่ายานของข้าจะซ่อมเสร็จ” ลาเฟียสูดลมหายใจลึกไม่โต้ตอบ พยายามดึงข้อมือออกแต่สู้แรงกับมือใหญ่ไม่ได้

“ท่านจะทำอะไร ปล่อยท่านลาเฟียนะ” ดาห์เรนอุทาน แต่ร่างใหญ่ไม่สนใจยังคงดึงร่างของลาเฟียเข้าไปจนชิด ดวงตานั้นมองร่างสูงโปร่งตรงหน้าอย่างพอใจ ใบหน้างดงามพิสุทธ์และดวงตาอ่อนโยนสีมรกตช่างถูกใจเขายิ่งนัก

“ท่านจาร์ซัส....” ลาเฟียอุทานอย่างตกใจเมื่อมือใหญ่รั้งเอวของตนเข้าไปจนชิดอกกว้าง

“จาร์ซัสปล่อยมือจากแขกของข้าได้แล้ว!” เสียงตวัดห้วนเย็นชาดังขึ้นทำให้ทุกคนหันไปมองพร้อมกันอย่างตกใจ ร่างสูงของเครนท์ซยืนอยู่ไม่ห่างนัก ดวงตาสีดำบ่งบอกถึงโทสะแรงกล้าที่พยายามควบคุมอยู่ เมื่อมองเห็นร่างโปร่งบางที่ถูกเกาะกุมในอ้อมแขนจาร์ซัส

จาร์ซัสสบตาสีดำสนิทเกรี้ยวกราดของราชาแห่งทราส แล้วต้องรีบปล่อยมือจากลาเฟียอย่างรวดเร็วจนร่างบางถึงกับเซไปสองสามก้าวเพราะตั้งตัวไม่ทัน

ดวงตาสีเทาเหลือบมองเครนท์ซอย่างระวัง แต่พอมองผ่านไปพบชายหนุ่มร่างสูงในเครื่องแบบทหารสีน้ำเงิน ผมดำ ดวงตาสีน้ำเงินเข้มที่ยืนเยื้องจากเครนท์ซ แววตาของจาร์ซัสก็เป็นประกายวูบด้วยความเคียดแค้นและเกลียดชังอย่างเปิดเผย

“เคธาน เจ้ามาที่นี่ทำไม?”

“ในเมื่อเจ้ามาได้ ข้าย่อมมาที่นี่ได้เช่นกัน” เสียงเคธานตอบอย่างเฉยเมย ท่าทีนั้นทำให้โทสะของจาร์ซัสพุ่งขึ้นจนระงับไม่ได้มือขวาสะบัดพลังรุนแรงกระแทกเข้าหาร่างสูงของเคธานทันที ราชาแห่งฟีเดลเม้มปากเมื่อเห็นดังนั้นมือสะบัดพลังเพื่อปะทะอย่างไม่ยอมแพ้ กระแสพลังอันรุนแรงของทั้งคู่กระแทกจนลาเฟียและดาห์เรนที่ยืนอยู่ใกล้ที่สุดเซถลา และทั้งคู่ต้องยกมือขึ้นปัดป้องฝุ่นละอองที่ปลิวเข้าใส่ด้วยกำลังแรง

ดวงตาของเครนท์ซเป็นประกายด้วยโทสะ เมื่อเห็นเศษไม้ชิ้นเล็กปลิวเฉียดใบหน้าลาเฟียทิ้งรอยบาดแผลเล็กๆ มีเลือดซึมบนแก้มเนียนใส มือใหญ่เอื้อมไปรั้งลาเฟียไว้ในอ้อมแขน แล้วสะบัดชายเสื้อคลุมของตนขึ้นคลุมร่างบางไว้ ด้วยพลังอันกล้าแข็งทำให้เสื้อคลุมนั้นราวกับเกราะเหล็กจนไม่มีสิ่งใดทะลุผ่านมาได้ ขณะที่อีกมือหนึ่งสะบัดเพื่อสลายพลังของทั้งคู่ที่กระจายเข้าหาดาห์เรน พร้อมกับเสียงตวาดดังขึ้น

“หยุด!!” ทั้งคู่รั้งพลังกลับทันทีอย่างรู้ตัว เครนท์ซกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงเย็นชาเปี่ยมด้วยโทสะ

“พวกเจ้ากล้าลงมือที่นี่หรือ และยังต่อหน้าข้า กฎของทราสไม่ได้รับการเคารพจากพวกเจ้าแม้แต่น้อย” คลื่นโทสะที่แผ่ออกจากร่างสูงทำให้ทั้งจาร์ซัสและเคธานชะงัก

“ข้าเสียใจเครนท์ซ” เคธานยอมรับผิด ขณะที่จาร์ซัสกลับมองร่างสูงโปร่งของลาเฟียที่ตอนนี้อยู่ในอ้อมแขนของเครนท์ซอย่างปกป้อง ดวงตาเจ้าเล่ห์นั้นทอประกายประหลาดเมื่อเห็นเครนท์ซเอื้อมมือไปเช็ดรอยเลือดที่แก้มนวลให้อย่างอ่อนโยน แววตาสีเทาจึงมีแววริษยาแกมอาฆาต

‘เหตุใดเจ้ากับข้าจึงมักพึงใจในสิ่งเดียวกัน แต่ในครั้งนี้ข้าจะไม่ยอมแพ้แน่ไม่ว่าจะใช้วิธีใดก็ตาม”

“ข้าขอโทษ เครนท์ซ” จาร์ซัสกล้ำกลืนศักดิ์ศรีขณะตอบ เครนท์ซกวาดตามองพร้อมกับเตือน

“อย่าให้เกิดเรื่องเช่นนี้อีก ไม่เช่นนั้นทราสคงไม่สามารถให้พวกเจ้าอยู่ต่อไปได้” จาร์ซัสพยักหน้า เครนท์ซหันไปมองลาเฟียเมื่อเห็นแววตาที่ยังตกใจกับเหตุการณ์เมื่อครู่

“เป็นอะไรหรือไม่ ลาเฟีย” เมื่อเหลือบมองใบหน้าของเครนท์ซ ลาเฟียถึงกับสะดุ้งในใจเมื่อเห็นแววกราดเกรี้ยวเย็นชาในดวงตาสีดำสนิทคู่นั้น ร่างบางจึงพยายามยิ้มออกมาเพื่อคลี่คลายสถานการณ์ แม้จะไม่พอใจในการกระทำที่หยาบคายของจาร์ซัส

“ข้าไม่เป็นไร เครนท์ซ” วงแขนแข็งแรงค่อยคลายลง แต่ยังจับข้อมือเล็กดึงไว้ให้ชิดตัว ทำให้ดวงตาสีเทาของจาร์ซัสทอประกายประหลาด และไม่ยอมแพ้

“ข้าเสียใจที่ทำให้เจ้าเจ็บตัว ลาเฟีย” ราชาแห่งอัสวานมองร่างบอบบางและดวงตาสีมรกตอันลึกล้ำ แล้วจึงหันไปมองเครนท์ซ ก้มศีรษะเล็กน้อยแล้วกล่าวลา ก่อนจะเดินออกไป

ดาห์เรนมองตามร่างใหญ่แล้วหันกลับมามองแผลที่แก้มของลาเฟีย ดวงตาสีอำพันหม่นลงอย่างเป็นกังวล เอื้อมมือไปแตะบาดแผลพร้อมกับแผ่พลังออกจากปลายนิ้ว เพียงครู่เดียวปากแผลก็สมานสนิทไม่หลงเหลือรอยแม้แต่น้อย ดาห์เรนปล่อยมือลงพร้อมกับถามต่ออย่างเป็นห่วง

“ท่านลาเฟีย มีบาดแผลอีกหรือไม่”

“ไม่ ดาห์เรน” ลาเฟียตอบแล้วเงยหน้าขึ้นมองเครนท์เพื่อจะขอบคุณ แต่ก็ต้องชะงักเมื่อร่างสูงมองมาด้วยแววตาเรียบเฉย คิ้วเข้มนั้นขมวดเล็กน้อย เพราะเมื่อเหตุการณ์ผ่านไปแล้วเครนท์ซก็หวนนึกถึงภาพของลาเฟียที่คุยกับจาร์ซัสเมื่อครู่ ยิ่งทำให้เกิดรู้สึกไม่พอใจลึกๆ ขึ้น น้ำเสียงที่พูดออกมาจึงบ่งบอกถึงอารมณ์อย่างชัดเจน

“เจ้าไม่ควรออกนอกเขตที่พักมา และส่วนนี้ก็ใกล้กับส่วนบัญชาการ ไม่อนุญาตให้คนนอกเข้าออก” ลาเฟียนิ่งอึ้งไป ตาสีมรกตหรุบลงเมื่อฟังคำตำหนิ ร่างบางค่อยๆ เบี่ยงตัวออกมาจากอ้อมแขนแข็งแรงนั้นพร้อมกับก้มศีรษะรับเอ่ยเสียงเรียบอย่างยอมรับผิด

“ข้าเสียใจที่ทำให้ท่านวุ่นวาย ต่อไปนี้เราจะอยู่ในเขตที่พักเท่านั้น เหตุการณ์เช่นนี้จะไม่เกิดขึ้นอีก” ร่างบางขยับถอยห่างไปสองก้าวดวงหน้างดงามเรียบเฉยอย่างระวังตัว เครนท์ซยิ่งหงุดหงิดเมื่อเห็นกริยาและวาจาสุภาพนั้น

“ข้าเพียงไม่อยากให้เจ้าเข้ามาในบริเวณนี้ ตอนนี้ทหารทั้งจากฟีเดล และอัสวานมาพักที่นี่ส่วนหนึ่ง เจ้าอาจได้รับอันตรายได้” ลาเฟียเพียงพยักหน้ารับอย่างเงียบงัน ขณะที่ดาห์เรนทำเสียง..หึ... ในลำคอเบาๆ

“เราเพียงนั่งอยู่เฉยๆ แต่เป็นคนอื่นต่างหากที่เข้ามายุ่งกับเรา” ลาเฟียเหลือบตามองดาห์เรนเป็นเชิงปรามทำให้ร่างเล็กหุบปากลงอย่างไม่ค่อยพอใจนัก ดวงตาสีมรกตเหลือบตามองราชาแห่งทราสก่อนจะเอ่ย

“ท่านวางใจได้ ต่อไปข้าจะอยู่ในบริเวณเขตที่พักเท่านั้น” โทสะของเครนท์ซเริ่มลดลง เมื่อตระหนักถึงความระมัดระวังตัวของลาเฟีย แล้วก็ชะงักเมื่อได้ยินเสียงทัก

“ท่านจะไม่แนะนำแขกของท่านเลยหรือเลยหรือ เครนท์ซ” ร่างสูงถอนใจ ก่อนจะหันไปทางเคธานแล้วแนะนำ

“นี่คือเคธาน ราชาแห่งฟีเดล และนี่คือลาเฟียและดาห์เรน ผู้แทนจากเอ็มเมอร์ราลด์”

เคธานยิ้มเล็กน้อยเมื่อก้มศีรษะลงรับการคารวะจากทั้งคู่ พร้อมกับคิดในใจ‘ชาวเอ็มเมอร์ราลด์ไม่ผิดจากคำร่ำลือเลย โดยเฉพาะเจ้าของดวงตาสีมรกตที่งดงามราวกับรูปสลักอันวิจิตร ร่างสูงโปร่งนั้นดูสุขุมและอ่อนโยนท่าทางควบคุมตัวเองได้ดี ต่างกับอีกคนที่ดูจะเจ้าอารมณ์กว่า และตอนนี้ดวงตาสีอำพันคู่นั้นกำลังทอประกายวับด้วยความไม่พอใจเมื่อถูกตำหนิ เคธานมองใบหน้างดงาม จมูกที่เชิดรั้นเล็กน้อย ริมฝีปากบางแดงระเรื่อที่ตอนนี้เม้มไว้ แล้วก็ทำหน้าเฉยขณะที่ดวงตาพราวระยับ

ดาห์เรนสบตาสีน้ำเงินแฝงแววหัวเราะคู่นั้นแล้วยิ่งขุ่นเคือง ดวงตางดงามเป็นประกายด้วยความโกรธขึ้ง เมื่อนึกขึ้นได้ว่าร่างสูงตรงหน้าเป็นหนึ่งในต้นเหตุของเรื่องพิพาทเมื่อครู่ และเกือบทำให้ลาเฟียได้รับอันตราย เมื่อได้รับการแนะนำดาห์เรนจึงเพียงก้มศีรษะแล้วเมินหน้าหนี ลาเฟียเหลือบมองราชาแห่งทราสแล้วเอ่ยลา

“พวกท่านอาจมีเรื่องต้องทำอีกมาก ข้าจะไม่รบกวนเวลาของท่าน คงต้องของตัวก่อน”

“เดี๋ยวก่อนลาเฟีย..” เสียงทักท้วงของเคธานทำให้ลาเฟียชะงัก

“ค่ำนี้ พวกเจ้าจะให้เกียรติมาร่วมอาหารเย็นกับเราได้หรือไม่” เคธานกล่าวเชิญแต่สายตาคมกลับมองไปที่ดาห์เรน ลาเฟียเหลือบมองสีหน้าเฉยชาของเครนท์ซเห็นคิ้วเข้มขมวดเล็กน้อย ร่างบางจึงเอ่ยตอบเคธาน

“ข้าคิดว่ามันคงไม่สมควรนัก ข้าเสียใจท่านเคธาน”

“แต่ข้าเชิญพวกเจ้าในฐานะแขกของข้า ไม่ใช่ผู้แทนจากเอ็มเมอร์ราลด์ ทำไมจะไม่ได้ ใช่ไหมเครนท์ซ?” เครนท์ซมองใบหน้างดงามเรียบเฉยที่ไม่ยอมสบตาเขา ก่อนจะเอ่ยเรียบๆ เมื่อรู้ว่าร่างตรงหน้ายังคงระวังตัวจากคำตำหนิของเขาเมื่อครู่

“ข้าจะส่งคนมารับตอนใกล้ค่ำ” เครนท์ซตัดบท

“หากเป็นคำสั่งของท่าน” ลาเฟียก้มศีรษะช้าๆ ก่อนจะเดินออกไป

ดวงตาคมกริบสองคู่มองตามร่างบอบบางงดงามนั้นไป สายตาของเครนท์ซทอแววอ่อนลงวูบหนึ่งก่อนจะเปลี่ยนเป็นเยียบเย็น เมื่อนึกถึงแววตาจาร์ซัสที่มองลาเฟียด้วยความปรารถนาอย่างโจ่งแจ้ง แต่ร่างบางกลับไม่รู้สึกถึงอันตรายของตนเองแม้แต่น้อย

–˜–˜–˜–˜–˜–˜–˜–˜–˜–˜

จบบทที่ 3

0 Comments:

Post a Comment

<< Home