the eternities

Friday, January 14, 2005

the eternities บทที่ 4 (TBC)

ร่างสูงของเคธานก้าวยาวๆ ระหว่างเดินกลับพี่พักซึ่งห่างออกมาจากอุทยานส่วนกลางไม่มากนัก ริมฝีปากยังมีรอยยิ้มบางเบาเมื่อหวนนึกถึงร่างบอบบาง เจ้าของดวงตาสีอำพันที่เพิ่งแยกจากเมื่อครู่

“พวกเจ้าก็รู้ว่าเรื่องนี้สำคัญแค่ไหน อาหารค่ำคืนนี้ข้าต้องดูสวยที่สุด แล้วพวกเจ้าเอาเครื่องประดับอย่างนี้มาให้ข้าเลือกได้อย่างไร?” เสียงแหวดังขึ้นอย่างไม่พอใจจากหญิงสาวร่างสูงระหงที่ยืนอยู่กลางห้อง ทำให้เด็กหญิงอายุประมาณ 13-14 ปี ที่นั่งมองสถานการณ์อยู่ห่างๆ ถึงกับสะดุ้ง เค้าหน้าที่คล้ายคลึงกับหญิงสาวที่กำลังอาละวาดอยู่มีริ้วรอยไม่สบายใจ หญิงรับใช้รีบประคองถาดเครื่องประดับเข้าไปใกล้ อีกสองคนคลี่แพรล้ำค่าสีฟ้าจางออกให้ชม

“เอ่อ..แต่ว่า ท่านหญิงซาร์เมียร์....นี่เป็นเครื่องประดับที่งดงามที่สุดและเข้ากับชุด....” ไม่ทันขาดคำคนพูดก็ต้องสะดุ้งเมื่อมือเรียวงามสะบัดใส่

เพล้ง!!!

“แค่นี้ ยังบอกว่างดงามที่สุดอีกรึ?”

เสียงวัตถุที่หล่นกระทบพื้นเสียงดังลั่น พร้อมกับเสียงเกรี้ยวกราดของซาร์เมียร์ พี่สาวต่างมารดาของเขาซึ่งมีอายุห่างกันเพียงไม่กี่เดือนเท่านั้น ทำให้เคธานชะงักฝีเท้าเล็กน้อยก่อนจะแหวกม่านเข้าไป

“เจ้าอาวะวาดอะไรอีก ซาร์เมียร์” เคธานถามดวงตาคมกริบทอแววไม่พอใจเมื่อมองสภาพถาดเครื่องประดับที่หล่นกลิ้งอยู่ที่พื้น หญิงสาวรูปร่างงดงามในชุดแพรสีแดงหันขวับ ดวงหน้างดงามมีรอยบึ้งตึง ขณะที่บรรดาคนที่คอยรับใช้อยู่ถอนใจอย่างโล่งอก

“ก็คนพวกนี้สิ ไม่ยอมเตรียมเครื่องประดับให้กับข้า” ร่างสูงขมวดคิ้วพยายามควบคุมอารมณ์ขุ่นมัวในใจ ซาร์เมียร์เป็นเช่นนี้เสมอ เจ้าโทสะเอาแต่ใจ นิสัยของนางทำให้คนรับใช้ทุกคนเกรงกลัว เมื่อไม่พอใจก็สั่งลงโทษโดยไม่มีความปราณี ไม่ต่างกับคลาร่ามารดาของเธอแม้แต่น้อย

ร่างสูงหวนนึกไปถึงมารดาของซาร์เมียร์ โชคดีที่ฟีล่าผู้เป็นน้องสาวถูกมารดาของเขารับตัวมาดูแล ไม่เช่นนั้นคลาร่าคงเพาะบ่มนิสัยและความเกลียดชังด้วยอารมณ์ริษยาลงไปที่ฟีล่าอีกคน เคธานโบกมือเล็กน้อยให้ผู้รับใช้

“พวกเจ้าออกไปก่อน” เมื่อเห็นทุกคนทำท่าจะขยับตัวตามคำสั่ง คิ้วเรียวสวยก็ขมวดอย่างไม่พอใจเมื่อได้ยินคำสั่งนั้น

“เดี่ยวก่อน พวกเจ้ายังไปไม่ได้นะ ยังเตรียมเครื่องประดับกับเสื้อผ้าให้ข้ายังไม่เสร็จเลย”

“ข้าบอกให้ออกไป” เสียงเข้มตวัดขึ้นมา บรรดาคนรับใช้ต่างรีบหลบออกไปอย่างรู้หน้าที่ ทำให้ซาร์เมียร์กระทืบเท้าอย่างขัดใจเมื่อไม่มีใครทำตามคำสั่ง หันกลับมาแต่แล้วก็ชะงักคำพูดไว้ เมื่อเคธานหันมากล่าวกับซาร์เมียร์อย่างตักเตือนด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย แต่ดวงคมนั้นทอแววกราดเกรี้ยว

“อย่าขัดคำสั่งข้าอีกซาร์เมียร์ อย่าทดสอบความอดทนของข้า ข้าไม่ใช่ท่านพ่อที่จะคอยอนุโลมตามใจเจ้า” ซาร์เมียร์นิ่งอึ้งเมื่อได้ยินน้ำเสียงของเคธาน เม้มริมฝีปากเมื่อรู้ว่าสิ่งที่ตนเองทำกำลังจะเกินเลยขอบเขตความอดทนของเคธานแล้ว

“อย่าลืมว่าข้าอนุญาตให้เจ้าเดินทางมาที่ทราสพร้อมกับข้าในครั้งนี้ เพราะเจ้าสัญญาว่าจะไม่ก่อเรื่องขึ้น คนเหล่านี้ไม่ใช่ข้าทาสบริวารที่จะคอยสนองความต้องการของเจ้าเช่นที่ฟีเดล” ซาร์เมียร์นิ่งอึ้ง ดวงตาสีฟ้าใสหรุบลงเพื่อซ่อนโทสะ แต่เคธานมองอย่างรู้ทันแล้วส่ายหน้าก่อนจะหันไปหาเด็กหญิง

“ฟิล่า ออกไปข้างนอกกับพี่เถอะ” เด็กหญิงยิ้มอย่างโล่งใจ พร้อมกับวิ่งมาจับมือแข็งแรงที่ยื่นให้ก่อนจะเดินตามไป

ร่างงามกระแทกนั่งลงมือกำหมัดแน่น เมื่อมองตามร่างสูงที่เดินออกไป ความเกลียดชังเริ่มทวีขึ้นทุกขณะ อำนาจการปกครองฟีเดลได้ตกเป็นของเคธานทั้งหมดเมื่อราชาองค์ก่อนผู้เป็นบิดาสิ้นลง เพียงเพราะมารดาของเธอเป็นผู้รับใช้ ไม่ได้ดำรงตำแหน่งราชินีเช่นเดียวกับมารดาของเคธานเท่านั้น ซาร์เมียร์คิดแค้นในใจ ทั้งๆ ที่เธอควรมีสิทธิในเมื่อเธอเป็นพี่แม้จะต่างเดือนกันเท่านั้น

“ข้าจะไม่ยอมถูกโกงสิทธิของข้า เคธาน ข้าควรได้เป็นผู้ปกครองฟีเดลไม่ใช่เจ้า”

–˜–˜–˜–˜–˜

ฟอกซ์กวาดตาสำรวจการรักษาความปลอดภัย และความเรียบร้อยภายในโดมแก้วอันงดงามกลางอุทยานที่ถูกจัดให้เป็นสถานที่เลี้ยงรับรองราชาแห่งฟีเดลและอัสวาน แสงนวลของโคมไฟกระทบกับผนังของโดมสะท้อนประกายรุ้งพร่างพราย นายทหารหนุ่มสั่งคนให้จับตามองร่างใหญ่ของจาร์ซัสราชาแห่งอัสวานที่ยืนถือแก้วเครื่องดื่มบริเวณมุมห้อง แม้เขาเชื่อว่าจาร์ซัสคงไม่กล้าทำอะไรต่อหน้าเครนท์ซแต่ฟอกซ์ก็ยังไม่วางใจนัก

จาร์ซัสเหลือบตามองไปที่ทางเข้าด้วยแววตาสีเทาขุ่นมัว เมื่อร่างสูงในชุดสีน้ำเงินเข้ม พร้อมกับหญิงสาวร่างสูงระหงงดงามในชุดสีฟ้าจางศีรษะประดับรัดเกล้า และเด็กหญิงอายุประมาณ 13 - 14 ปี ก้าวเข้ามา ใบหน้าที่มีรอยแผลเป็นของจาร์ซัสเย็นชาเมื่อทักทาย

“มาช้านะเคธาน” ร่างในชุดสีน้ำเงินหันไปอย่างระวังตัวก่อนจะตอบด้วยเสียงเยือกเย็นเช่นเดียวกัน

“แต่ข้าก็ไม่ได้มาสายนี่นะ จาร์ซัส รู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ราชาแห่งอัสวานมาคอยต้อนรับ” คำตอบนั้นทำให้ดวงตาสีเทาเป็นประกายวูบ ก่อนจะแสร้งยิ้มเมื่อเหลือบตามองไปที่หญิงสาวที่ยืนอยู่ด้านข้าง

“นี่คงเป็นท่านหญิงซาร์เมียร์ผู้งดงาม และฟิล่าน้องสาวของเจ้าสินะ เคธาน” เคธานมองแววตาเจ้าเล่ห์นั้นก่อนจะเตือนเสียงต่ำ

“อย่ายุ่งกับพวกนาง จาร์ซัส ไม่อย่างนั้นอย่าว่าข้าไม่เตือน”

“โอ!! น่ากลัวคำขู่นี่เหลือเกิน” จาร์ซัสอุทานออกมาขณะหัวเราะเย้ยหยัน

ฟีล่าเงยหน้าขึ้นมองร่างใหญ่ตรงหน้า ใบหน้างดงามน่ารักมีแววตกใจพร้อมกับคว้ามือพี่ชายไว้ขณะแอบเข้าทางด้านหลัง แต่ดวงตาคมของซาร์เมียร์ตวัดมองจาร์ซัสอย่างไม่กลัวเกรง ริมฝีปากแดงสดคลี่ยิ้มเยาะ

“คนที่แพ้ฟีเดลมาครั้งหนึ่งแล้ว ยังสามารถพูดประโยคนี้ได้หรือ” ดวงตาจาร์ซัสวกกลับมาจ้องท่าทางเย่อหยิ่ง และใบหน้างดงามของซาร์เมียร์แล้ว แววตาสีเทาเข้มเต็มไปด้วยโทสะ

‘หากเจ้าอยู่ในมือข้า ข้าจะทำให้เจ้าต้องร้องขอความกรุณาทีเดียว’

“พวกเจ้าคงไม่คิดจะลงมือที่นี่หรอกนะ” เสียงทุ้มเยือกเย็นดังขึ้นมาจากด้านหลังทำให้ทุกคนหันขวับ ร่างสูงดูแปลกออกไปเมื่ออยู่ในชุดสีดำตามแบบพื้นเมืองของทราส ดูเรียบง่ายต่างจากเครื่องแบบทหารเหมือนทุกครั้ง ด้านหลังเป็นฟอกซ์ที่ยืนระวังและประเมินสถานการณ์เงียบๆ ร่างสูงก้าวเข้ามา ขณะโบกมือรับการคารวะจากบรรดานายทหารหลายนายที่มาร่วมงาน

“เครนท์ซ!!” คำทักทายดังขึ้นจากทั้งคู่ขณะที่ซาร์เมียร์และฟีล่าย่อตัวลงทำความเคารพ ร่างสูงพยักหน้าเล็กน้อย ขณะที่สายตาซาร์เมียร์จ้องร่างสูงตรงหน้า

นี่คือผู้นำแห่งทราสดวงดาวที่งดงามและยิ่งใหญ่ ชายผู้ทรงอำนาจที่สุดของสหพันธ์ ร่างตรงหน้าดูสง่างาม ดวงตาคมสีดำสนิทและท่าทางที่เยือกเย็น ทำให้ยิ่งโดดเด่นแตกต่างจากคนอื่นๆ

ในสหพันธ์ดวงดาวทั้งหมด เธอได้เปรียบผู้หญิงคนอื่นๆ ในฐานะผู้ที่จะมาดำรงตำแหน่งราชินีของเครนท์ซเนื่องจากเป็นที่รู้กันว่า ทราสและฟีเดลมีความสัมพันธ์ทางการทูตกันมานาน และซาร์เมียร์ยิ่งมั่นใจในความสวย และเสน่ห์อันรุนแรงของตน เธอและเคธานรู้จักกับเครนท์ซมาตั้งแต่วัยเด็กเมื่อราชาองค์ก่อนของทราสและฟีเดลได้เริ่มติดต่อกัน ทำให้เธอมุ่งมั่นว่าจะต้องได้ยืนเคียงข้างเครนท์ซในฐานะราชินีของทราสและของสหพันธ์ และถ้าเป็นเช่นนั้นอำนาจของเธอก็จะมากกว่าเคธานด้วยซ้ำ

แต่แม้ทราสกับฟีเดลจะติดต่อกันนานเพียงใด เครนท์ซราชาแห่งทราสกลับไม่เคยแสดงท่าทีสนใจหรือเอ่ยถึงเรื่องนี้เลยแม้แต่ครั้งเดียว

เครนท์ซเหลือบมามองดูคู่กรณีทั้งสองก่อนจะหันไปทางฟอกซ์

“ฟอกซ์ เจ้าช่วยดูแลซาร์เมียร์กับฟีล่าก่อน ข้ามีเรื่องจะคุยกับเคธานและจาร์ซัส” รองผู้บัญชาการก้มศีรษก่อนจะหันไปทางซาร์เมียร์และฟีล่า

“ท่านหญิงซาร์เมียร์ ท่านหญิงฟีล่าเชิญทางนี้” ซาร์เมียร์เม้มปากอย่างไม่พอใจเมื่อไม่เห็นทีท่าหรือคำทักทายใดๆ อีกจากเครนท์ ร่างงดงามจึงเดินตามฟอกซ์ออกไปอย่างหงุดหงิด

–˜–˜–˜–˜–˜

ดวงตาสีน้ำเงินของซาร์เมียร์มองกวาดไปทั่วโดมแก้ว ริมฝีปากงานยิ้มอย่างพึงใจในความหรูหรางดงาม อารมณ์ค่อยดีขึ้นเมื่อรู้ตัวว่าตนเองเป็นจุดเด่นและเป็นที่สนใจของบรรดาผู้คนที่มาร่วมงาน นิ้วเรียวยกแก้วเครื่องดื่มสีแดงสดขึ้นจิบ ได้ยินน้ำเสียงของน้องสาวที่กำลังซักถามฟอกซ์อย่างกระตือรือร้น

ฟอกซ์หัวเราะเล็กน้อยมองฟีล่าอย่างเอ็นดู น้องสาวของเคธานคนนี้คงอายุเกือบเท่าน้องสาวของเขา ท่าทางแจ่มใสและบริสุทธิ์ ดวงตาสีน้ำเงินเช่นเดียวกับเคธานแต่ผมสีน้ำตาลอ่อนหยักสลวยรวบไว้ด้วยเครื่องประดับผม ใบหน้างดงามน่ารักนั้นให้เวลาอีกไม่กี่ปีจะต้องเติบโตเป็นหญิงสาวที่งดงามเหนือกว่าพี่สาวแน่ๆ แต่ท่าทางคงจะซุกซนเอาเรื่องทีเดียวคุยกับเขาไม่นานก็เคี่ยวเข็ญให้เขารับปากพาไปนู่นไปนี่เกือบสิบที่แล้วกระมัง

“นี่ฟีล่า เธอจะไปเที่ยวทำไมที่อย่างนั้น” ซาร์เมียร์อดทนไม่ได้เมื่อได้ยินฟีล่าขอให้ฟอกซ์พาไปดูลูกเสือที่เลี้ยงไว้

“ก็ฟีล่าอยากเห็นลูกเสือนี่คะ พี่ซาร์เมียร์มันน่ารักดีออก”

“สกปรกจะตาย” ซาร์เมียร์ว่าอย่างไม่เห็นด้วย ฟอกซ์ยิ้มเล็กน้อยเอ่ยกับฟีล่าที่ทำหน้าสลด

“ที่เลี้ยงอยู่ห่างที่พักออกไปค่อนข้างไกล แต่ถ้าท่านหญิงฟีล่าอยากเห็นก็อาจจะมีโอกาส เพราะตอนนี้มีเลี้ยงไว้ตัวหนึ่งอยู่ในเขตวังนี่เอง ท่านหญิงลองขออนุญาตท่านลาเฟียดูก็ได้”

“ท่านลาเฟียนี่เป็นใครหรือคะ” ฟีล่าถามอย่างกระตือรือร้น

“ทูตจากเอ็มเมอร์ราลด์ที่เดินทางมาเยือนทราส ท่านลาเฟียช่วยเจ้าลูกเสือน้อยตัวหนึ่งไว้ตอนที่มันตกน้ำ ท่านเครนท์ซเลยขอให้ช่วยดูแลมันให้ด้วย” ซาร์เมียร์หันมามองทันที เมื่อได้ยินคำว่าเอ็มเมอร์ราลด์

“ทูตจากเอ็มเมอร์ราลด์ อยู่ห่างไกลออกไปตั้งไกล ทำไมถึงมาเยือนทราสได้?”

“เรื่องนี้เป็นเรื่องส่วนตัวของท่านลาเฟียกับท่านเครนท์ซ ข้าไม่สามารถบอกต่อท่านได้”

ซาร์เมียร์ขมวดคิ้วในใจรู้สึกขุ่นมัว ฟอกซ์มองซาร์เมียร์แล้วก็ยิ้มเล็กน้อยเมื่อเข้าใจความคิดของหญิงสาวตรงหน้า พร้อมกับคิดในใจ ร่างตรงหน้าเขางดงามเกินหญิงใดก็จริงแต่กลับดูแข็งกระด้างอย่างประหลาด อาจเป็นเพราะท่าทางที่หยิ่งทะนงหรือวาจาที่ไม่ยอมผู้ใดก็ได้

ฟอกซ์ถอนใจเมื่อเห็นสายตาของท่านหญิงซาร์เมียร์ที่มองไปยังเครนท์ซ ความแข็งกระด้างเช่นนี้หรือจะผูกมัดเครนท์ซไว้ได้ แม้โดยฐานะจะเหมาะสมและคู่ควรกันเพียงใด สายตาฟอกซ์เหลือบมองไปที่ทางเข้าเมื่อมองเห็นการเคลื่อนไหวและเสียงพึมพำดังขึ้นเบาๆ เกิดการเปรียบเทียบโดยไม่รู้ตัว เมื่อเห็นเงาร่างโปร่งบางในชุดขาวเดินเข้ามา

จริงอยู่แม้การครองคู่กันระหว่างชายกับชายจะเป็นเรื่องปกติในปัจจุบัน และสามารถมีสายสัมพันธ์ด้วยกันจากเทคโนโลยีและวิวัฒนาการอันสูงล้ำ แต่น้อยครั้งที่จะเกิดขึ้นในชนชั้นระดับผู้ปกครอง เนื่องจากมีข้อจำกัดมากมาย แต่สำหรับเครนท์ซ หากร่างสูงพอใจในสิ่งใด อะไรก็ไม่สามารถขวางเขาไว้ได้ และขณะเดียวกันฟอกซ์ก็แน่ใจว่าเมื่อเครนท์ซตัดสินใจไปแล้ว ทหารและประชาชนย่อมจะเห็นชอบด้วยอย่างแน่นอน

ฟอกซ์หันไปมองเครนท์ซแล้วยิ้ม พวกเขาถูกเลี้ยงและเป็นเพื่อนกันมาตั้งแต่เด็ก ทำไมเขาจะไม่รู้จักเครนท์ซ

“ท่านลาเฟีย ท่านดาห์เรน” ฟอกซ์ลุกขึ้นเมื่อทั้งคู่มาถึง ซาร์เมียร์มองตามทันทีแล้วก็อึ้งเมื่อเห็นทูตชาวเอ็มเมอร์ราลด์ทั้งสองคน ทั้งคู่สวมชุดสีขาวตัวยาวปกปิดร่างกายตั้งแต่คอจรดปลายเท้า แขนและชายเสื้อขลิบด้วยไหมเงิน รวบเอวไว้ด้วยเกลียวไหมทิ้งพู่ห้อยระชายเสื้อ ผมยาวของทั้งคู่ทิ้งตัวลงราวกับคลื่นไหมสีเงินล้อมกรอบดวงหน้างดงาม

ด้วยสัญชาติญาณ เธอจึงมุ่งความสนใจไปที่ร่างสูงโปร่งเจ้าของดวงตาสีมรกตพร้อมกับพิจารณาท่าทีนุ่มนวลและสง่างามของชายตรงหน้า

ลาเฟียยิ้มเล็กน้อยเมื่อพบหน้ารองผู้บัญชาการของทราส ฟอกซ์หันไปแนะนำหญิงสาวข้างตัว

“ท่านลาเฟีย นี่คือท่านหญิงซาร์เมียร์ และท่านหญิงฟีล่าน้องสาวของท่านเคธาน”

ลาเฟียเอ่ยทักอย่างนุ่มนวล ซาร์เมียร์พยักหน้าด้วยท่าทางเย็นชาและไม่สนใจ ขณะที่ดาห์เรนมองท่าทางไม่เป็นมิตรของหญิงสาวแล้วคิดในใจ

‘หึ...ทั้งพี่ทั้งน้องนิสัยคงไม่ได้ต่างกันเลยล่ะมั้ง! แต่เอ...เห็นจะยกเว้นไว้คน’ ดาห์เรนมองหน้าเด็กหญิงตรงหน้าที่ยิ้มกว้างอย่างยินดี แววตาเป็นประกายแจ่มใส

ด้วยสัญชาติญาณของผู้หญิง ซาร์เมียร์รู้สึกร้อนรุ่มในใจนับตั้งแต่เห็นลาเฟีย โดยเฉพาะเมื่อร่างสูงของเครนท์ซเดินมาที่โต๊ะ ก้มศีรษะรับการคารวะจากทูตเอ็มเมอร์ราลด์ ดวงหน้าแม้นิ่งเฉยไม่บอกความรู้สึกแต่ดวงตาสีดำคู่นั้นอ่อนแสงลงใช่ไหม?

แม้กระทั่งเคธานพี่ชายของเธอ และจาร์ซัสผู้ชายที่แข็งกร้าวสนใจแต่เรื่องสงครามยังดูแปลกไป ไม่! สิ่งที่เธอต้องการเธอจะต้องได้มา เธอต้องได้เครนท์ซมาเช่นเดียวกับผู้ชายคนอื่นๆ ที่อยู่แทบเท้าเธอ ซาร์เมียร์มองร่างงดงามที่นั่งฝั่งตรงข้ามแล้วยิ้มเย็น

–˜–˜–˜–˜–˜

เมื่อมองไปที่ร่างสูงเจ้าของดวงตาสีดำสนิทซึ่งนั่งในตำแหน่งเจ้าภาพ โดยมีท่านหญิงซาร์เมียร์จากฟีเดลทรุดตัวลงนั่งเคียงคู่ ลาเฟียรู้สึกวูบในใจอย่างประหลาด ร่างสูงสง่าและร่างงดงามนั้นต่างเหมาะสมกันยิ่งนัก

“ลาเฟียเจ้าไม่ดื่มอะไรเลยหรือ” เสียงห้าวทักมา ทำให้ลาเฟียหันมามองร่างใหญ่ที่นั่งด้านข้าง

“ขออภัยท่านจาร์ซัส ข้าดื่มไม่ได้”

“ทำไมล่ะ เรื่องอื่นของทราสข้าไม่แน่ใจนักหรอก แต่สำหรับไวน์ข้ายังต้องยอมรับว่าที่นี่รสดีมาก เจ้าน่าจะลอง” จาร์ซัสยกแก้วยื่นมาตรงหน้า แต่ลาเฟียสั่นศีรษะปฏิเสธอีกครั้ง ตาสีเทาเย็นชาของจาร์ซัสมองใบหน้างดงามอย่างหงุดหงิด แต่แล้วดวงตาคู่นั้นอ่อนแสงลงก่อนจะถามต่อ

“เจ้ายังไม่พอใจเหตุการณ์ที่สวนอีกหรือ ตอนนั้นข้าลืมตัวเพราะข้ากับเคธานมีเรื่องขัดแย้งกันมาก่อน ไม่ตั้งใจจะทำให้เจ้าได้รับอันตราย” ลาเฟียปฏิเสธทันที

“ไม่! เรื่องนั้นข้าบอกแล้วว่าไม่เป็นไร ท่านจาร์ซัส เพียงแต่ข้าดื่มไม่ได้”

“งั้นแก้วนี้ข้าดื่มให้เจ้าก็แล้วกัน” ร่างสูงนั้นยกแก้วขึ้น ลาเฟียจึงเอ่ยขอบคุณเบาๆ

เมื่อหันกลับมา ดวงตาสีมรกตก็สบกับดวงตาคมกริบคู่หนึ่งที่เฝ้ามองการสนทนาตรงหน้า ลาเฟียงุนงงเมื่อเห็นสีหน้าเย็นชาและแววตาที่เต็มไปด้วยโทสะนั้น แต่แล้วเจ้าของดวงตาคู่นั้นก็หันไปให้ความสนใจหญิงสาวที่นั่งอยู่ด้านข้าง

ร่างบางค่อยๆ หรุบตาลงมองจานอาหารตรงหน้า เมื่อได้ยินเสียงหวานพูดคุยสลับกับเสียงแผ่วทุ้มเบาๆ มือเล็กรามือจากอาหารตรงหน้าพร้อมกับถอนใจอย่างแผ่วเบา แล้วก็ต้องหันมามองอีกด้านหนึ่งเมื่อรู้สึกถึงมือเล็กที่เอื้อมมาแตะเบาๆ

“ท่านลาเฟียคะ ฟิล่าอยากเห็นลูกเสือ ฟอกซ์บอกว่าท่านลาเฟียเลี้ยงลูกเสือใช่ไหมคะ” ลาเฟียมองอย่างแปลกใจก่อนจะหัวเราะเบาๆ พร้อมกับตอบอย่างเอ็นดู

“ได้สิ ฟิล่า พรุ่งนี้ไปเล่นกับมันในสวนก็ได้”

“สัญญาแล้วนะคะ” ฟีล่ายิ้มอย่างอย่างยินดี เมื่อดวงหน้างามพยักหน้ารับยืนยัน

–˜–˜–˜–˜–˜

ดาห์เรนเหลือบมองบรรยากาศของโต๊ะอาหาร มองร่างใหญ่จาร์ซัสที่นั่งติดกับลาเฟียแล้วก็ต้องถอนหายใจอย่างกังวล เขายังจำสายตามุ่งหวังที่จาร์ซัสใช้มองลาเฟียได้ แล้วไหนจะคู่กรณีอีกคนที่นั่งอยู่ด้านข้างเขานี่อีก ร่างบางนั่งเขี่ยอาหารไปมาอย่างอึดอัด

“ไม่ถูกใจอะไรหรือดาห์เรน” เคธานถามด้วยน้ำเสียงหัวเราะ ก็ตั้งแต่เจอหน้า แล้วเขาทรุดตัวลงนั่งข้างๆ ใบหน้างามก็ดูเรียบเฉย ดวงตาสีอำพันทอแววไม่ชอบใจ หน้าหันมองตรงไปข้างหน้าไม่วอกแวกสักนิดจนเขารู้สึกปวดคอแทน

ดาห์เรนเหลือบตามองแวบหนึ่งแล้วสั่นศีรษะเล็กน้อยเป็นเชิงปฏิเสธ ริมฝีปากงามยังคงหุบสนิท

“เอ! หรือเจ้าไม่สบายเจ็บคอมากใช่ไหม ไหนว่าเอ็มเมอร์ราลด์มีพลังในการรักษา ทำไมรักษาตนเองไม่ได้แค่” ร่างบางหันมามองเป็นครั้งแรกอย่างงงๆ

“ใครไม่สบาย” เคธานทำหน้าเฉย เมื่อร่างบางหลวมตัวถามกลับมา

“ก็ถามแล้วไม่เห็นตอบ ข้าก็เลยนึกว่าเจ้าเจ็บคอน่ะสิ” คราวนี้ดวงตาสีอำพันทอประกายโกรธ สะบัดหน้ากลับไปทันที ทำให้เคธานหัวเราะในลำคอ จนเครนท์ซเหลือบตามองมาแวบหนึ่ง

“ดูท่าทางเจ้าจะอารมณ์ดีขึ้นแล้วนะ เคธาน”

“ใช่ เครนท์ซ เป็นเพราะการต้อนรับของท่าน” ริมฝีปากได้รูปคลี่ยิ้มออกมาเมื่อได้ยินเสียง หึ..เบาๆ ดังมาจากร่างบางที่นั่งอยู่ข้างๆ

–˜–˜–˜–˜–˜

ดาห์เรนแทบจะถอนหายใจอย่างโล่งอกเมื่อจบมื้ออาหาร บรรยากาศเริ่มคลี่คลายเล็กน้อย ร่างบางจึงหันไปมองรอบๆ โดม เมื่อเห็นลาเฟียเห็นว่ากำลังคุยกับฟีล่า จึงเดินออกไปที่ประตูด้านข้างเพียงสองสามก้าวก็พบว่าตนเองอยู่ในสวน มีทางเดินปูด้วยหินสีดำสลับขาวและได้ยินเสียงธารน้ำไหลรินเบาๆ ขณะกำลังมองหาต้นเสียงของน้ำก็ต้องสะดุ้งเล็กน้อย

“เบื่องานเลี้ยงมากเลยหรืออย่างไร” ดาห์เรนหันกลับมาเมื่อมองเห็นคนทักก็ต้องถอนใจ

“เพียงแค่ไม่ชินกับที่นี่เท่านั้น ที่เอ็มเมอร์ราลด์ของเราไม่ค่อยวุ่นวายนัก” เคธานยิ้มเมื่อได้ยินความหมายอื่นที่แฝงอยู่ในน้ำเสียงแกมประชดนั้น

“เจ้ารู้เรื่องพิพาทระหว่างข้ากับจาร์ซัสแล้วล่ะสิ” ดาห์เรนหน้าแดงเล็กน้อยก่อนจะยอมรับ

“ข้าได้ยินเรื่องราวจากฟอกซ์มาเล็กน้อย” เคธานถอนใจเล็กน้อย

“ข้าไม่อยากให้เจ้าเข้าใจผิด เพราะดาวฟีเดลของเราก็รักสงบและไม่ต้องการสงครามเช่นเดียวกับที่อื่นๆ” ดาห์เรนหันมามองก่อนจะยิ้มเยาะ

“นี่คือ คำพูดของคนที่เพิ่งจะผ่านการรบมาเมื่อไม่กี่วันนี่หรือ ท่านคิดว่าคนอื่นจะเชื่อท่านแค่ไหน”

“ไม่ใช่ว่าข้าจะชอบกับเหตุการณ์เช่นนี้หรอกนะ เพียงแต่เมื่อมีปัญหาเกิดขึ้นเราต้องพยายามแก้ไขมัน ข้าเองก็ไม่อยากอยู่ในสถานการณ์เช่นนี้” เคธานอธิบาย

“แต่พวกท่านเลือกวิธีแก้ไขโดยใช้กำลัง” คิ้วเข้มของเคธานขมวดเมื่อได้ยินน้ำเสียงเหมือนจะตำหนินั้น

“เจ้าไม่อยู่ในสถานการณ์เช่นข้า เจ้าไม่ควรจะตัดสินด้วยความคิดของเจ้าแต่ฝ่ายเดียว” ดาห์เรนอึ้งไป จริงสิ เขาไม่ควรจะตัดสินการกระทำของผู้อื่นโดยมุมมองของตนเอง เพราะเขาเองก็ใช่ว่าจะรู้ต้นตอและสาเหตุของมันเท่ากับผู้เป็นเจ้าของปัญหาจริงๆ

“ใช่! ข้าขอโทษ ถึงอย่างไรเรื่องระหว่างฟีเดลกับอัสวานก็ไม่เกี่ยวข้องกับเอ็มเมอร์ราลด์อยู่แล้ว” ร่างบางหันหน้าไปมองสวนเบื้องหน้าก่อนจะเดินห่างไป แต่เพียงสองสามก้าวก็ต้องชะงักเมื่อมือแข็งแรงเอื้อมมารั้งต้นแขนไว้

“ดาห์เรน ข้าไม่ตั้งใจจะพูดรุนแรงอย่างนั้น” ดาห์เรนหันมาแววตาสงบนิ่ง

“ไม่เป็นไรท่านเคธาน เพราะข้าก็ไม่มีสิทธิที่จะกล่าวเช่นนั้นจริงๆ” เคธานมองสบตาสีอำพันคู่นั้นแล้วค่อยรั้งเข้ามา

“ข้าเพียงแต่อยากให้เจ้าเข้าใจ” เคธานเอ่ยเสียงจริงใจ ดาห์เรนกระพริบตาวูบแต่เมื่อมองเห็นแววตาของเคธานที่เริ่มมีประกายประหลาด ร่างเล็กขยับถอย แล้วรีบกล่าวออกมาอย่างรวดเร็ว

“เอ่อ..ข้าคิดว่า.. เราควรกลับเข้าไปข้างในได้แล้ว” เคธานเหลือบเห็นแววระแวดระวังของดาห์เรนแล้วค่อยปล่อยมือช้าๆ แล้วยิ้มออกมา

“ก็ได้ ข้าจะให้เวลาเจ้าอีกสักหน่อย” เคธานพึมพำกับตัวเองเบาๆ มองตามร่างเล็กของดาห์เรนด้วยแววตาอ่อนโยน

–˜–˜–˜–˜–˜

ลาเฟียมองร่างเล็กของเด็กหญิงที่นั่งอิงร่างเข้ามาหาอย่างง่วงงุน รอยยิ้มเอ็นดูปรากฏขึ้นเมื่อคิดว่า เมื่อครู่ยังคุยจ๋อยๆ อยู่เลย สมกับเป็นเด็กอิ่มแล้วก็ง่วง ดีที่ตรงหน้าเป็นเก้าอี้ยาวเด็กหญิงจึงอิงร่างมาได้อย่างสบาย

ลาเฟียเงยหน้าขึ้นแล้วหัวใจก็กระตุกวูบเล็กน้อย เมื่อมองเห็นร่างสูงสง่าในชุดสีดำโอบร่างงดงามของซาร์เมียร์ไว้ ร่างงดงามในชุดสีฟ้าจางเงยหน้าขึ้นยิ้มมือเรียวงามวางไว้ที่แผ่นอกกว้าง ริมฝีปากที่ขยับเจรจากันนั้นคงจะอ่อนโยนยิ่งนัก

เฮอะ! อีกไม่นานก็คงจะได้ข่าวดีของดวงดาวทั้งสองกระมัง?” เสียงเย็นชาดังขึ้นข้างๆ ทำให้ลาเฟีบสะดุ้งเล็กน้อยหันไปมอง ร่างสูงใหญ่ของจาร์ซัสเองก็มองภาพนั้นด้วยสายตามีนัยประหลาด แววเหี้ยมเกรียมเย็นชานั้นทำให้ลาเฟียระวังตัว

“ท่านจาร์ซัส” ดวงตาสีเทาเย็นชานั้นเปลี่ยนไปเมื่อหันมาทางร่างบางที่นั่งอยู่

“เจ้าคงไม่รู้ว่าทราสกับฟีเดลมีความสัมพันธ์กันมานาน และทั้งคู่ก็อยู่ในฐานะที่เป็นคู่หมายกัน” จาร์ซัสเอ่ยต่อ

“เช่นนั้นหรือ” เสียงลาเฟียแผ่วเบาลงเมื่อรับรู้ความจริงนั้น น่าประหลาดที่เกิดความรู้สึกเจ็บแปลบในใจเช่นนี้ มือที่โอบร่างของฟีล่ากดหนักลงไปโดยไม่รู้ตัว เด็กหญิงจึงขยับตื่น กระพริบตางัวเงีย จาร์ซัสมองร่างบางตรงหน้าเมื่อเห็นดวงหน้างดงามเผือดลง จึงปรากฏรอยยิ้มพอใจที่มุมปาก

“ตายจริง! ฟีล่าหลับไปหรือคะ ขอโทษนะคะท่านลาเฟีย” ลาเฟียก้มลงมองพยายามระงับความรู้สึก ยิ้มอ่อนโยนให้เด็กหญิงตรงหน้า

“ไม่เป็นไร ฟีล่า”

“ลาเฟียดูเจ้าหน้าซีดนะ ไม่สบายหรือเปล่า” จาร์ซัสทักขึ้น ลาเฟียยิ้มเงยหน้าขึ้นมองแววตาเจ้าเล่ห์นั้นแล้วพยายามควบคุมตัวเอง น้ำเสียงที่ตอบยังคงนุ่มนวลไม่เปลี่ยน

“ไม่! ข้าสบายดีท่านจาร์ซัส เพียงแต่ปวดศีรษะเล็กน้อย” ทำให้เด็กหญิงเงยหน้าขึ้นอย่างเป็นห่วง

“ฟีล่า ถ้าอย่างนั้นเจ้าไปเอาน้ำมาให้ลาเฟียสักแก้วได้หรือไม่” จาร์ซัสเอ่ยปาก ฟีล่ามองร่างใหญ่อย่างไม่ไว้ใจแต่เมื่อหันกลับมามองลาเฟียแล้วจึงรับคำ

“ได้ค่ะ เดี๋ยวฟีล่ามานะคะ” เด็กหญิงวิ่งออกไปอย่างรวดเร็ว จาร์ซัสขยับมาก้าวหนึ่งแล้วทรุดนั่งลงข้างๆ

–˜–˜–˜–˜–˜

ดาห์เรนก้าวกลับเข้ามาในโดมอย่างรีบร้อน พยายามควบคุมหัวใจที่กระตุกไปวูบหนึ่งจากสายตาลึกซึ้งของเคธาน ร่างบางมองหาลาเฟียแล้วดาห์เรนก็มีสีหน้ากังวลทันที ลาเฟียอยู่กับจาร์ซัส และสีหน้าของลาเฟียก็ดูซีดเผือด เกิดอะไรขึ้น? ดาห์เรนเดินตรงไปอย่างรวดเร็ว

“ท่านลาเฟีย เป็นอะไรไป” ร่างงดงามที่นั่งอยู่นั่งอยู่ที่เก้าอี้เงยหน้ามองดาห์เรนแล้วพยายามฝืนยิ้ม ขณะที่จาร์ซัสถอนใจอย่างหงุดหงิดที่มีคนมาขวาง

“ดาห์เรน ข้ารู้สึกว่า...” ร่างโปร่งบางที่นั่งอยู่เงียบเสียงลงเมื่อสายตาเหลือบไปเห็น ร่างสูงที่เดินตรงเข้ามา โดยมีร่างในชุดสีฟ้าจางตามติดไม่ห่าง

เครนท์ซมองใบหน้างดงามที่ตอนขาวเผือด ดวงตาคมอ่อนแสงลงวูบหนึ่ง สีหน้าเรียบเฉยเปลี่ยนไปก่อนจะเป็นปกติ แต่นั่นพอจะทำให้คนที่เฝ้าสังเกตอยู่จับได้

ซาร์เมียร์ร้อนรุ่มด้วยความริษยา และจาร์ซัสยิ่งมั่นใจในความคิดของตน

“ท่านลาเฟียคะ นี่ค่ะน้ำ” ฟีล่าเดินกลับเข้ามา มือเล็กประคองแก้วน้ำมาส่งให้พร้อมกับถามต่ออย่างเป็นห่วง

“หายปวดศีรษะหรือยังคะ” ริมฝีปากงดงามที่ดูซีดไปพยายามคลี่ยิ้มปลอบใจเด็กหญิง นิ้วเรียวที่เอื้อมไปรับแก้วน้ำนั้นสั่นเล็กน้อย ร่างบางใจหายวูบเมื่อรู้สึกถึงอาการเตือนที่บ่งบอกถึงบางอย่าง มันมาถึงเร็วกว่าที่คาดไว้ ดาห์เรนเอื้อมมือมาซ้อนเพื่อรับแก้วน้ำแทน ดวงตาสีอำพันทอแววหวั่นไหวเมื่อสบตามรกตคู่นั้น

เครนท์ซมองอาการที่ร่างบางสบตากันแล้วลางสังหรณ์ประหลาดวูบขึ้น

“ลาเฟีย เจ้าเป็นอะไรมากหรือไม่” ลาเฟียสบตาคมคู่นั้น พร้อมกับส่ายหน้าเบาๆ

“ข้าเพียงรู้สึกอ่อนเพลียเล็กน้อย ข้าเสียใจที่อยู่ร่วมงานต่อไม่ได้ คงต้องขอตัวกลับก่อน” ลาเฟียขยับลุกขึ้นดาห์เรนรีบเข้าประคอง เครนท์ซพยักหน้า

“ข้าจะไปส่งเจ้า” ลาเฟียเงยหน้าเหลือบตามองสายตาเย็นชาของท่านหญิงซาร์เมียร์และ ปลายนิ้วเรียวที่เกาะแขนชายหนุ่มอยู่ ร่างบางจึงเผยอยิ้มจางๆ ก่อนปฏิเสธ

“ไม่ต้อง ระยะทางเพียงแค่นี้ ข้ากลับเองได้” ลาเฟียปฏิเสธ พร้อมกับพยักหน้าให้ดาห์เรนประคอง เครนท์ซมองตามเงาร่างบอบบางที่เดินจากไป

–˜–˜–˜–˜–˜

“ท่านลาเฟีย เกิดอะไรขึ้น” ดาห์เรนถามอย่างร้อนรนเมื่อก้าวพ้นโดมมา ลาเฟียสั่นศีรษะเบาๆ

“ข้าไม่รู้ดาห์เรน ถึงแม้พลังของข้าน้อยลงไปทุกวัน แต่อาการเตือนเช่นนี้พึ่งจะเป็นครั้งแรก” ร่างบางถอนใจพร้อมกับเอ่ยต่อแผ่วเบา

“ดาห์เรน หากข้าใช้พลังไปอีกครั้งเวลาของข้าคงแทบจะหมดลง” ดาห์เรนอุทานอย่างตกใจ

“ท่านลาเฟีย!!!”

“เจ้าวางใจ ข้าจะไม่ใช้พลังอีกแล้ว ความจริงถึงข้าพยายามใช้ก็ไม่แน่ว่าจะมีพลังเพียงพอ” ร่างโปร่งบางก้าวมาถึงเขตที่พักมองสนามหญ้าตรงหน้า ดวงไฟสีขาวนวลทอแสงนุ่มนวล ลาเฟียจึงเอ่ยเบาๆ

“เจ้าเข้าไปพักเถอะ ข้าขอนั่งตามลำพังสักครู่นะ ดาห์เรน”

“แต่...”

“ตอนนี้ข้าไม่เป็นไรแล้ว ไปเถอะ เดี๋ยวสักพักข้าจะเข้าไป ได้อยู่ในสวนข้าอาจจะดีขึ้นก็ได้” ร่างงดงามทรุดตัวลง เอนร่างพิงต้นไม้ใหญ่ถอนใจแผ่วเบาเมื่อสัมผัสกับเปลือกไม้หยาบกระด้าง รับรู้ถึงพลังอันอ่อนโยนที่หมุนวนอยู่ภายใน ดาห์เรนมองอาการนั้นแล้วกระพริบตา ทำให้หยดน้ำตาไหลกลิ้งลงมาตามแก้มนวล ก่อนจะพยักหน้า

“ข้าจะไปเอาผ้าห่มมา”

ลาเฟียเงยหน้าขึ้นเหลือบมองฟ้า กระชับผ้าผืนใหญ่เข้าหาตัวเมื่อสายลมเย็นพัดผ่านผิวกาย ในห้วงคำนึงช่างสับสนยิ่งนักจนไม่รับรู้ถึงร่างสูงที่ก้าวเข้ายืนอยู่ในเงามืดคอยเฝ้ามองอย่างเงียบๆ จนเวลาเนิ่นนานผ่านไป ดวงดาวเริ่มจะเคลื่อนคล้อย อากาศยิ่งทวีความเย็นยะเยือกขึ้น แต่ร่างบางยังไม่มีทีท่าว่าจะขยับ จนอีกฝ่ายอดรนทนไม่ได้

“เหตุใดเจ้าจึงยังไม่เข้าไปพักผ่อนอีก ไหนว่าไม่สบาย” เสียงแผ่วเบาที่ดังขึ้นใกล้ๆ ทำให้ลาเฟียเบือนหน้ามา ดวงตาสีมรกตวูบไหวเมื่อเห็นเงาร่างสูง นิ่งไปอึดใจก่อนจะเอ่ยตอบ

“ตอนนี้ข้าดีขึ้นแล้ว ข้าเพียงแต่....” ร่างบางชะงักคำก่อนจะลุกขึ้นยืนช้าๆ

“ไม่มีอะไร เครนท์ซ ข้าจะไปพักผ่อนแล้ว” ร่างบางหมุนตัวแล้วก็ชะงักเมื่อมือแข็งแรงรั้งไหล่บางไว้ก่อนจะหมุนร่างนั้นเข้าหาตัว

“เจ้าเป็นอะไรไป?” ร่างบางเงยหน้าขึ้น แต่สายตามองข้ามไหล่กว้างไปไม่สบตา

“ข้าไม่เป็นไร หากท่านมาเพื่อถามแค่นี้ก็ปล่อยข้าได้แล้ว”

“ข้าไม่ได้มาเพราะต้องการถามเจ้าเพียงแค่นี้นะ ลาเฟีย”

“แล้วเหตุใดท่านจึงมาอยู่ที่นี่”

“ข้าเป็นห่วงเจ้า” น้ำเสียงทุ้มเอ่ยตอบ มือแข็งแรงประคองใบหน้าเรียวขึ้น ดวงตาสีดำสนิททอดลงสบตาสีมรกตงดงาม แววตาคมที่อ่อนแสงลงอย่างเป็นห่วงนั้นทีท่าของลาเฟียอ่อนลง

“ขอบคุณ” เสียงผะแผ่วพึมพำตอบ ร่างบางกระชับผ้าคลุมให้แน่นขึ้นพยายามที่จะถอยออกจากอ้อมแขนแกร่งแต่ก็ไร้ผล หัวใจลาเฟียหวั่นไหวเมื่อสบตาคมกริบลึกซึ้งคู่นั้น ไร้เรี่ยวแรงที่จะต้านทาน เมื่อดวงหน้าคมก้มลงมาช้าๆ เปลือกตาบางใสปิดลงเมื่อริมฝีปากร้อนรุมสัมผัสกับริมฝีปากนุ่มเพียงบางเบา

“ท่านลาเฟีย” เสียงเรียกแผ่วเบาจากดาห์เรนเตือนสติร่างบางให้กลับมาทันเวลา ลาเฟียก้มหน้าลงทันทีใบหน้าร้อนราวกับไฟเมื่อซุกอยู่กับอกกว้าง เครนท์ซถอนใจเบาๆ

“หลับฝันดีนะ ลาเฟีย”

จุมพิตแผ่วเบาสัมผัสเรือนผม ก่อนร่างสูงจะถอยห่างแล้วหมุนตัวกลับไปเงียบๆ ทิ้งให้ร่างบางยืนหน้าแดงก่ำ

–˜–˜–˜–˜–˜–˜–˜–˜–˜–˜

จบบทที่ 4

the eternities บทที่ 3

“ดาร์ค! ดาร์ค! ออกมาเดี๋ยวนี้นะ” ลูกเสือดำตัวเล็กยื่นจมูกออกมาจากพุ่มไม้ระหว่างทางเดินเมื่อได้ยินเสียงดุๆ เรียกชื่อของมัน ดวงตาสีเหลืองซุกซนมองมายังผู้เป็นเจ้าของ ก่อนจะวิ่งไปตามแผ่นหินที่ปูทอดยาวออกไปเหมือนจะชวนเล่น

ลาเฟียมองตามอย่างอ่อนใจก่อนจะเดินตาม นานมากเท่าใดแล้วนะที่เขาไม่ได้ว่างพอที่จะเดินเล่นอย่างสบายใจเช่นนี้ ลาเฟียคิดแล้วก็ต้องหยุดมองซ้ายขวาอย่างงุนงงเมื่อพบว่าตัวเองอยู่บนทางเดินที่ทอดยาว และเชื่อมต่อกันระหว่างอุทยานที่ไม่รู้จัก และดูเหมือนบริเวณนี้จะมีคนดูแลน้อยจนน่าประหลาดใจ

ร่างบางเดินเรื่อยมาสุดทางเดินแล้วหยุดกลางห้องโถงใหญ่ ก้มลงมองเจ้าตัวเล็กขนนุ่มที่วกกลับมาเดินพัวพันอยู่รอบข้อเท้า เรียวปากงามคลี่ยิ้ม

“ไงล่ะ ดาร์ค เจ้าตัวซุกซน เจ้าเป็นเจ้าของสถานที่นี่นะ เราจะกลับทางไหนดีล่ะ” เสียงครางเบาๆ เหมือนจะประท้วงดังจากเจ้าตัวเล็กทำให้ลาเฟียหัวเราะออกมาเบาๆ ก่อนจะมองไปรอบๆ อย่างลังเล แล้วตัดสินใจผลักประตูห้องที่อยู่ตรงข้ามกับห้องโถงเข้าไป ห้องนั้นกว้างขวางและดูโปร่งสบาย ภายในห้องตกแต่งไว้อย่างงดงามแปลกตาด้วยสีครีมและเขียว เพียงแต่บรรยากาศของห้องกลับดูเงียบเหงาราวกับไร้เจ้าของหรือผู้ครอบครองมาเนิ่นนาน

ที่ผนังด้านตรงข้ามกับประตูประดับด้วยภาพเขียนขนาดเท่าคนจริง ลาเฟียขยับเข้าไปใกล้อย่างสนใจ ในภาพเป็นชายหนุ่มร่างสูงใบหน้าคมเข้มที่นั่งพิงหน้าต่าง เค้าหน้าช่างคล้ายคลึงกับราชาแห่งทราสคนปัจจุบันเพียงแต่คนในภาพดูมีอายุมากกว่าเล็กน้อย ดวงตาสีดำทอแววอ่อนโยนเมื่อทอดมองไปยังหญิงสาวร่างบอบบางที่นั่งเล่นพิณอยู่ตรงหน้า โดยมีเด็กชายเล็กๆ นอนหลับสนิทพาดศีรษะไว้บนตัก ลาเฟียมองใบหน้าคมของเด็กชายในรูปที่ราวกับถอดแบบมาจากผู้ที่สูงวัยกว่า แล้วยิ้มเล็กน้อยกับความอบอุ่นอ่อนโยนของครอบครัวนั้น ร่างบางหมุนตัวไปรอบๆ ห้อง ผนังอีกด้านเป็นหน้าต่างบานกว้าง มองออกไปเห็นธารน้ำและสวนที่ถูกตกแต่งให้ร่มรื่นงดงามราวกับธรรมชาติสร้างสรรค์ไว้

แต่สิ่งที่สะดุดสายตาของลาเฟีย กลับเป็นเครื่องดนตรีชิ้นใหญ่ที่วางทิ้งไว้ริมหน้าต่าง ลักษณะบ่งบอกว่าเป็นชิ้นเดียวกับในภาพ มือเล็กค่อยสัมผัสโครงร่างงดงามอ่อนช้อยของพิณ น่าเสียดายที่ถูกวางไว้ไม่ได้รับการดูแล สายพิณไม่ได้ถูกขึ้นสายไว้ ร่างโปร่งบางทรุดตัวลงนั่งคุกเข่า ก่อนจะขึ้นสายพิณและดึงให้ตึงพร้อมกับกรีดนิ้วลองเสียง

ติ๊งงง..

ริมฝีปากบางคลี่ยิ้มอย่างพอใจเมื่อได้ยินสำเนียงเสนาะ นิ้วเรียวเริ่มกรีดไล่เสียงช้าๆ เจ้าตัวเล็กยืนเอียงคอมองอย่างสนใจ ก่อนจะเดินเข้ามาใกล้แล้วก็หมอบลงเกยคางไว้ขาของตน ทำท่าราวกับตั้งใจฟังเต็มที่ ทำให้ลาเฟียหัวเราะออกมาอีกครั้งอย่างอดไม่ได้

ลาเฟียไม่อาจปฏิเสธได้ว่าเจ้าตัวเล็กนำความแจ่มใสมาให้ได้ไม่น้อย เพราะตั้งแต่รับภาระของเอ็มเมอราลด์มา น้อยครั้งนักที่จะมีเวลาเพลิดเพลิน ทุกวันมีแต่ภาระงานที่ต้องดูแลสะสางจนแทบไม่ได้พักผ่อน นี่นับเป็นช่วงระยะเวลาที่ว่างที่สุดในรอบหลายปี

เสียงดนตรีกังวานพริ้วดังแว่วมาทำให้ร่างสูงถึงกับชะงัก ดวงตาคมกริบหรี่ลงเล็กน้อยก่อนจะหมุนตัวเดินตามเสียงอ่อนหวานนั้นไป

เครนท์ซยืนพิงประตูมองร่างบางในชุดสีขาวสะอาดที่นั่งคุกเข่าหน้าพิณตัวใหญ่ เสี้ยวหน้างดงามก้มลงทำให้ปอยผมสีเงินยาวหล่นลงบังใบหน้าไว้ครึ่งหนึ่ง เสียงเพลงชะงักขาดหายไปทันทีเมื่อลาเฟียรู้สึกว่าถูกจ้องมอง พร้อมกับเงยหน้าขึ้นสบตาคมกริบที่มองตรงมา

“หยุดทำไม เจ้าเล่นออกไพเราะขนาดนั้น” เครนท์ซเอ่ยออกมาเมื่อเห็นร่างบางทำท่าจะขยับลุกขึ้น

ลาเฟียมองร่างสูงอย่างไม่ค่อยสบายใจนัก ห้องนี้พอมองออกว่าเป็นห้องแห่งความทรงจำ ทุกสิ่งจัดวางไว้ราวกับไม่ได้ขยับเขยื้อนมาเนิ่นนาน ดังนั้นอาจเป็นเขตหวงห้ามที่เขาไม่ควรเข้ามาก็ได้

“เอ่อ......ข้าขอโทษหากเป็นการล่วงล้ำ” ร่างสูงก้าวเข้ามาทรุดตัวลงนั่งทำให้ลาเฟียต้องนั่งลงอีกครั้ง

“ไม่เป็นไร ห้องนี้เองก็ไม่ใช่ว่าจะมีอะไรต้องห้าม” ดวงตาคมกริบคู่นั้นมองเลยไปยังภาพที่ผนังห้องก่อนจะเอ่ยต่อเสียงเรียบ

“แม่ก็คงดีใจที่พิณตัวนี้ได้มีโอกาสทำหน้าที่ของมันอีกครั้งหลังจากปล่อยทิ้งมานาน”

“ท่านแม่ของท่านคงจะโปรดดนตรีมาก”

“อืมม์ เมื่อเวลาว่างจากงานพ่อมักจะมานั่งพัก ฟังแม่เล่นดนตรีที่นี่เสมอ เมื่อท่านแม่สิ้นไปพ่อก็ไม่เคยมาที่ห้องนี่อีกเลย” สายตาของชายหนุ่มวกกลับมายังดวงหน้างดงามตรงหน้า ก่อนจะเอ่ยต่อ

“เจ้าเล่นให้ข้าฟังอีกครั้งได้หรือไม่”

ลาเฟียยิ้มเล็กน้อยก่อนจะเริ่มกรีดนิ้ว บรรเลงท่วงทำนองไพเราะ เครนท์ซมองเสี้ยวหน้าที่ก้มต่ำจนมองเห็นแพขนตางอนยาวทาบไปบนแก้มนวล ร่างสูงนั่งนิ่งจนกระทั่งเสียงเพลงขาดหายไป ลาเฟียเงยหน้าขึ้นเมื่อสบตาคมคู่นั้นก็ชะงักเล็กน้อย

“ไพเราะมาก แต่ฟังดูเศร้าๆ” เครนท์ซกล่าวเบาๆ ลาเฟียเบือนหน้ามองออกไปที่หน้าต่างแล้วตอบ ดวงตาสีมรกตอ่อนแสงลงวูบหนึ่ง

“เนื้อเพลงนี้บรรยายถึงหุบผานิรันดร์ อันเป็นสถานที่ที่งดงามที่สุดบนดาวเอ็มเมอร์ราลด์ เงียบสงบ อากาศอบอุ่นและเป็นที่ที่ไม้ดอกนานาพันธ์จะบานตลอดปี ที่นั่นเป็นสถานที่สำคัญเพราะเป็นที่ทอดร่างของผู้นำเอ็มเมอร์ราลด์ทุกรุ่นเมื่อสิ้นอายุขัย”

“งั้นหรือ สำหรับชาวทราสเรายินดีที่ตายในสนามรบ และจะใช้เพลงรบในการบรรเลงส่งผู้ตาย” ลาเฟียยิ้มออกมาอย่างอดไม่ได้พึมพำเบา

“สมกับเป็นทราส” ร่างสูงเลิกคิ้ว ทำหน้าเฉยเหมือนไม่ได้ยินและพูดต่อ

“แต่เสียงเพลงของเจ้ากลับทำให้ข้าคิดถึงยอดเขาแห่งหนึ่งที่อยู่ทางเหนือของทราส มันโดดเด่นท่ามกลางขุนเขาที่สลับซับซ้อน ที่นั่นฤดูหนาวจะมีหิมะปกคลุมและหนาวจัดมาก แต่พอฤดูใบไม้ผลิหิมะละลายจะก่อกำเนิดธารน้ำเล็กๆ มากมายที่ใสราวกับกระจก ดอกไม้ป่าบานสวยมาก”

“ดอกไม้ป่า?”

“เจ้าแปลกใจ? หึ! ที่ทราสแม้จะใช้เทคโนโลยีมาก แต่บางส่วนยังคงความงดงามของธรรมชาติไว้” ลาเฟียยิ้ม ไม่ได้อธิบายว่าที่แปลกใจนี่ไม่ใช่เรื่องดอกไม้ป่าหรอก กลับเป็นผู้ชายร่างสูงท่าทางแข็งกร้าวและดูเย็นชาตรงหน้านี่ต่างหาก ไม่น่าเชื่อว่าจะสังเกตรายละเอียดและความสวยงามบอบบางเช่นนั้น

“ที่นั่นคงจะงดงามมากทีเดียว”

“ใช่ เจ้าอยากเห็นหรือเปล่า” ร่างบางพยักหน้าอย่างไม่ทันคิด

“ข้าเองก็ไม่ได้ไปที่นั่นนานมากแล้ว แต่อาทิตย์หน้าข้าต้องไปตรวจงานทางเหนือ ข้าจะพาไป อย่างน้อยเจ้าจะได้เยือนทราสให้ทั่วก่อนที่จะกลับเอ็มเมอร์ราลด์” ลาเฟียเงยหน้าขึ้นทันที

“หมายความว่า...ท่านพิจารณาเรื่อง...เอ่อ..ซาลไมต์.....”

“ข้ากำลังคิดอยู่ ลาเฟีย ดูเจ้ากังวลเรื่องนี้มาก ราชาแห่งเอ็มเมอร์ราลด์คงมีความสำคัญต่อเจ้ามากเป็นพิเศษสินะ” ร่างสูงตัดบทก่อนจะลุกขึ้น เมื่อรู้สึกหงุดหงิดอย่างไม่มีเหตุผล ร่างบางเม้มปากนิ่งอึ้งแล้วก็ถอนใจวางมือจากพิณ

“ใช่ ในฐานะของชาวเอ็มเมอร์ราลด์ ราชาของเราย่อมสำคัญกว่าสิ่งใด ไม่ใช่หรือ? หากเป็นท่านตกอยู่ในสถานการณ์เช่นเดียวกับข้าล่ะ” เครนท์ซชะงักเมื่อได้ฟังคำโต้ตอบ ร่างสูงมองดวงตาสีมรกตซึ่งเป็นประกายวับนั่นแล้วก็ทำหน้าเฉย

“นั่นสินะ”

ลาเฟียมองท่าทางที่เปลี่ยนไปนั้นอย่างไม่เข้าใจก่อนจะขยับลุกขึ้นบ้าง แต่แล้วก็นิ่วหน้าเมื่อรู้สึกชาเล็กน้อยเนื่องจากนั่งคุกเข่าอยู่นาน ทำให้เครนท์ซมองอย่างสงสัยแล้วก็อดยิ้มไม่ได้เมื่อสบตาสีมรกตที่มีรอยเขินอาย มือแข็งแรงยื่นไปช่วยประคอง ลาเฟียกล่าวขอบคุณแผ่วเบาในลำคอ พอขยับจะก้าวเดินก็ต้องอุทานเมื่ออ้อมแขนแข็งแรงช้อนร่างตนเองขึ้นอย่างรวดเร็ว

“เครนท์ซ เอ้อ..ท่าน...”

“ข้าจะไปส่ง เจ้าเดินเองคงไม่ไหวหรอก”

“แต่ว่า..” ลาเฟียเงียบเสียงลงเมื่อร่างสูงไม่ฟังเขาสักนิด เจ้าดาร์คเงยหน้าขึ้นโก่งตัวบิดขี้เกียจพร้อมกับวิ่งตาม ร่างบางเหลือบตารอบข้างอย่างกังวล ภาวนาตลอดทางอย่าให้ใครมาเห็นเข้าแล้วก็โล่งใจเมื่อเห็นที่พักอยู่ตรงหน้า แต่..

“ท่านเครนท์ซ....” เสียงเรียกจากด้านหลังทำให้ร่างสูงชะงักแล้วหันกลับมาทั้งที่ยังโอบร่างบางไว้ในอ้อมแขน ลาเฟียเองก็หันขวับมองอย่างตกใจเมื่อเห็นฟอกซ์และนายทหารอีกหลายคนยืนอยู่ตรงหน้า

“ท่านลาเฟียเป็นอะไรหรือครับ” ฟอกซ์ถามอย่างกังวลเมื่อเห็นร่างในชุดคลุมสีขาวชัดตา ลาเฟียหน้าแดงเรื่อเริ่มขยับ แต่อ้อมแขนที่โอบไว้แน่นกลับไม่ยอมปล่อยแถมออกแรงรัดไว้แน่นจนลาเฟียกระซิบเสียงขุ่น

“เครนท์ซ ท่านปล่อยข้าลงนะ” ใบหน้าเข้มก้มลงมองเขาแววตาสีดำสนิทคู่นั้นเป็นประกายวูบหนึ่งแล้วกลับสู่ความเฉยเมยเช่นเดิม

“ขาเจ้ายังไม่หายชาไม่ใช่หรือ ที่พักอยู่ห่างออกไปอีกไม่มากนักข้าจะไปส่ง”

ฟอกซ์มองการโต้เถียงตรงหน้าแล้วพยายามซ่อนแววหัวเราะในแววตา ขณะที่นายทหารคนอื่นเมินมองรอบข้างไปตามเรื่อง และทุกคนต้องรีบทำสีหน้าเรียบเฉยเมื่อร่างสูงหันมาถาม

“มีอะไรหรือเปล่า ฟอกซ์” เครนท์ซเอ่ย สีหน้ายังคงไม่แสดงความรู้สึก

“มีข่าวสำคัญจากยานลาดตระเวนครับ”

“อืมม์ พวกเจ้าไปรอข้าที่ห้องบัญชาการ”

“ครับท่าน” เมื่อบรรดาเหล่านายทหารเดินพ้นไปแล้ว เครนท์ซก้มหน้าลงมองร่างในอ้อมแขนที่ตอนนี้หน้าแดงเรื่อด้วยความอาย คราวนี้แววตาสีดำสนิทมีแววหัวเราะก่อนจะพาร่างบางเดินมาถึงหน้าห้อง วางร่างในอ้อมแขนลงอย่างนุ่มนวล

“ท่านลาเฟีย เป็นอะไรไป” เสียงทักอย่างเป็นห่วงจากดาห์เรน เมื่อเปิดประตูออกมาพบ ลาเฟียส่ายหน้าเล็กน้อย เพราะยังไม่สามารถพูดอะไรออกมาได้ เครนท์ซจึงเป็นฝ่ายตอบแทน

“แค่ขาชาเพราะนั่งนานไปหน่อยไม่มีอะไรมาก” เมื่อหมุนตัวเดินจากมา ร่างสูงคิดถึงร่างนุ่มนวลในอ้อมแขนเมื่อครู่ จมูกยังอวลกลิ่นหอมจางๆ จนต้องอดยิ้มออกมาไม่ได้ ความรู้สึกอ่อนหวานเริ่มรินรดหัวใจอันแข็งแกร่งให้นุ่มนวลลง

–˜–˜–˜–˜–˜

เครนท์ซ กวาดตามองดูแผนที่ตรงหน้าแล้วเอนตัวพิงเก้าอี้

“ได้ข่าวจากฟีเดลบ้างหรือไม่” ฟอกซ์เงยหน้าแล้วรายงาน

“การปะทะกันที่เขตแดนของฟีเดลเมื่อสองวันก่อน ฟีเดลเป็นฝ่ายมีชัย ทางอัสวานสูญเสียยานไปหลายลำรวมถึงยานแม่ของจาร์ซัสเองก็ได้รับความเสียหาย”

“แต่นี่ก็สองวันมาแล้ว แปลกที่ไม่มีความเคลื่อนไหวเลย และถ้าจากชายแดนของฟีเดล ทราสอยู่ใกล้ที่สุดไม่ใช่หรือ” เครนท์ซส่ายหน้าช้าๆ เมื่อคิดถึงจาร์ซัส ใบหน้าเหี้ยมเกรียมดวงตาแฝงแววเจ้าเล่ห์ของหมาจิ้งจอก คนอย่างนั้นโหดร้ายแม้กระทั่งทหารของตนเอง คงไม่ยอมแพ้อะไรง่ายๆ หรอก

“ท่านเครนท์ซ ท่านคิดว่า.........” ยังไม่ทันขาดคำเสียงสัญญาณดังขึ้นขัดจังหวะเบาๆ ฟอกซ์หันขวับไปทันทีแล้วก็ขมวดคิ้ว ขณะที่ร่างสูงยิ้มเย็นชาเมื่อจอภาพแสดงถึงที่มาของสัญญาณ

“สัญญาณจากยานของจาร์ซัส” ฟอกซ์รายงานทันที

“เปิดสัญญาณ”

ร่างสูงใหญ่ในเครื่องแบบสีเทา ดวงตาสีเทาดุจก้อนน้ำแข็ง ใบหน้าดูเหี้ยมเกรียมด้วยแผลเป็นที่พาดผ่านโหนกแก้มซ้ายจนถึงมุมปาก ปรากฏบนจอภาพ ร่างนั้นก้มศีรษะเล็กน้อย

“เครนท์ซ”

“จาร์ซัส” ร่างสูงทักตอบสั้นๆ

“คาดว่าท่านคงรู้ปัญหาระหว่างข้ากับเคธานแล้ว” ร่างนั้นเริ่มเรื่องโดยไม่รอช้า

“ใช่” เครนท์ซพยักหน้า ดวงตาสีดำสนิทมองร่างในจอภาพอย่างประเมินแล้วเอ่ยต่อด้วยท่าทีเย็นชา “เรื่องของพวกเจ้ายิ่งจะทำให้การประชุมสหพันธ์ครั้งหน้าตกลงได้ยากขึ้น ถึงแม้จะเป็นเรื่องระหว่างฟีเดลกับอัสวานก็เถอะ”

“ข้ารู้ แต่เรื่องของข้ากับเคธานก็ไม่เกี่ยวข้องกับสหพันธ์”

“ตอนนี้ยังไม่ก็จริง จาร์ซัส แต่ระวังให้ดีล่ะ ตอนนี้ข้าจะยังไม่เข้าไปยุ่งกรณีพิพาทของพวกเจ้า” ร่างใหญ่ผงกศีรษะรับเมื่อเห็นท่าทีแข็งกร้าวของผู้นำสหพันธ์ แล้วเปลี่ยนเรื่อง

“แต่ตอนนี้ข้ามีเรื่องขอร้องท่าน เมื่อ 2 วันก่อนข้าปะทะกับเคธาน เป็นเหตุให้ยานของข้าได้รับความเสียหาย ข้าจึงขอพักยานที่ทราสเพื่อทำการซ่อมแซม คิดว่าท่านคงไม่ขัดข้อง”

“ในฐานะที่ข้าเป็นผู้นำของสหพันธ์ ย่อมต้องให้ความช่วยเหลือดวงดาวที่เป็นสมาชิก เพราะฉะนั้นข้าอนุญาตให้เจ้านำยานลงจอดได้ และดูแลคนของเจ้าอย่าให้มีปัญหาขึ้น” จาร์ซัสก้มศีรษะลงอย่างแข็งๆ เมื่อได้รับการเตือนในที

“ข้าจะรักษากฎของสหพันธ์อย่างระวัง ตราบเท่าที่ข้าอยู่บนทราส”

“อย่าลืมจาร์ซัส ในครั้งนี้ข้าไม่สนใจว่าใครจะเป็นคนก่อเรื่อง ในขณะที่สนธิสัญญาสันติภาพยังไม่เป็นรูปเป็นร่างข้าจะยังวางตัวเป็นกลางในเรื่องนี้ และตราบเท่าที่การกระทบกระทั่งของพวกเจ้าจะไม่ลุกลามไปที่ดาวดวงอื่น”

ร่างสูงพูดจบก็หันกายจากไป พร้อมกับสัญญาณสื่อสารถูกตัดลง

–˜–˜–˜–˜–˜

เมื่อยานลำใหญ่สีดำลงจอด พร้อมกับการล็อคสัญญาณของลานจอดเข้ากับตัวยานเสร็จสิ้น ทางทราสได้อนุญาตให้เพียงยานขนส่งลำเล็กและยานคุ้มกันอีกหนึ่งลำ นำจาร์ซัสราชาแห่งอัสวานเข้ามายังลานจอดในส่วนของหอควบคุมและบัญชาการ

ร่างใหญ่ก้าวมาตามทางเดินอย่างรวดเร็ว เมื่อมาหยุดต่อหน้าผู้นำแห่งทราสจึงก้มศีรษะลง เครนท์ซพยักเล็กน้อยพิจารณาร่างใหญ่ตรงหน้าและกวาดสายตามองไปยังผู้ติดตามทั้งหมดของจาร์ซัส ที่ก้มศีรษะคารวะอย่างนอบน้อม

“ยินดีต้อนรับ จาร์ซัส ราชาแห่งอัสวาน”

“ขอบคุณที่อนุญาตให้ยานของข้าลงจอดเพื่อทำการซ่อมแซม เครนท์ซ”

“ข้าผ่อนปรนให้กับคำร้องขอเสมอ และหวังว่าเจ้าและทหารของเจ้าคงเคารพกฎของที่นี่” จาร์ซัสพยักหน้ารับ

“แน่นอน และเมื่อซ่อมแซมยานเสร็จข้าจะเดินทางทันที”

“ข้าจะให้ฟอกซ์และอาเดล ดูแลความสะดวกในเรื่องที่พักและการซ่อมยานให้กับเจ้า ดูแลคนของเจ้าให้อยู่ในที่ที่กำหนดไว้ด้วย ไม่อย่างนั้นข้าจะไม่เกรงใจแน่”

ดวงตาจาร์ซัสเป็นประกายวูบเมื่อได้ยินคำเตือน แต่เมื่อสบตาเยือกเย็นของเครนท์ซที่มองมาอย่างรู้ทันก็ก้มศีรษะลงอย่างยอมรับ ก่อนจะมองตามร่างสูงที่หมุนตัวด้วยสายตาที่ทำให้ฟอกซ์เห็นแล้วต้องเตือนตัวเองให้ระวังจิ้งจอกเจ้าเล่ห์ตัวนี้ไว้ให้ดี

–˜–˜–˜–˜–˜

“อะไรนะ!!!!”

จาร์ซัสตวาดเสียงลั่นเมื่อรู้ว่าการซ่อมแซมยานติดขัดและล่าช้า เพราะความเสียหายมากกว่าที่ประเมินไว้ ทหารที่ยืนรายงานหน้าซีดก้มหน้าอย่างระวังตัวเมื่อสิ่งของบนโต๊ะกระจายด้วยการสะบัดมือเพียงครั้งเดียว พลังหมุนวนจากมือใหญ่รุนแรงจนเพียงปลายพลังถึงกับทำให้ร่างทหารสองคนปลิวกระเด็นไปชนผนังห้อง

“ยังไม่รีบออกไป ซ่อมแซมให้มันเสร็จๆ อีก” เสียงตวาดลั่นทำให้ทุกคนถอยกรูดออกไปอย่างรวดเร็วพร้อมกับถอนหายใจ เมื่อคิดว่ารอดมาได้อย่างหวุดหวิด เพราะถ้าไม่อยู่บนทราสอาจมีใครต้องสังเวยชีวิตเพราะอารมณ์รุนแรงของผู้เป็นนายได้

จาร์ซัสสะบัดมือใส่โต๊ะอีกครั้งด้วยโทสะ จนพลังรุนแรงทำให้โต๊ะที่ผลิตจากวัสดุอันแข็งแกร่งกระจายเป็นชิ้นๆ ร่างใหญ่หมุนตัวออกไปที่หน้าต่าง มองอาณาจักรทราสด้วยแววตามาดหมาย ข้างหน้าเขาเป็นอุทยานที่งดงามและกว้างขวาง ส่วนที่พักของเขาแยกออกมาจากส่วนหน้าที่จาร์ซัสรู้ว่าแม้จะดูเงียบสงบ แต่ต้องแวดล้อมไปด้วยเวรยามและการเฝ้าระวังอันเข้มงวด

ขณะหมุนตัวกลับจาร์ซัสก็ชะงัก เมื่อมองไกลออกไปถึงทางเดินที่ทอดยาวผ่านอุทยาน เห็นเงาร่างสีขาวและผมสีเงินยาวเหยียดเป็นประกายเคลื่อนไหว สะดุดสายตา

“ลักษณะเช่นนี้ ชาวเอ็มเมอร์ราลด์ไม่ใช่หรือ” ทำไมชาวเอ็มเมอร์ราลด์ ผู้มีพลังในการรักษาถึงมาอยู่ที่ทราสได้ จาร์ซัสคิดอย่างแปลกใจ

‘มีอะไรเกี่ยวข้องกับทราสหรือไม่’

–˜–˜–˜–˜–˜

จาร์ซัสก้าวเข้าไปในสวนพร้อมกับกวาดสายตาหาเงาร่างที่มองเห็นเมื่อครู่ ร่างใหญ่ผ่อนฝีเท้าเล็กน้อยเมื่อได้ยินเสียงหัวเราะนุ่มนวลดังแว่วจากผู้ที่นั่งสนทนากันอยู่ ราชาแห่งอัสวานค่อยๆ ก้าวเข้าไป เสียงฝีเท้าทำให้ร่างเล็กที่นั่งหันหน้ามาทางเขาเงยหน้าขึ้น ดาห์เรนชะงักคำพูด คิ้วเรียวขมวดเมื่อเห็นคนแปลกหน้า และเครื่องแบบที่แตกต่างออกไปจากทหารของทราส ดวงตาสีเทาเยือกเย็นนั้นมีนัยประหลาดแฝงจนต้องระวังตัว

“ไม่คิดว่าจะมีชาวเอ็มเมอร์ราลด์พำนักอยู่บนทราส” จาร์ซัสเอ่ยทัก เป็นเหตุให้ลาเฟียที่หันหลังอยู่ชะงักอย่างแปลกใจ ก่อนจะหันมามองเจ้าของเสียงนั้น

แวบแรกที่จาร์ซัสมองสบตาสีมรกตคู่นั้น ราชาแห่งอัสวานถึงกับยืนนิ่งตะลึงไปอึดใจ ดวงตาสีเทาจับจ้องใบหน้างดงามตรงหน้าอย่างพึงพอใจ ขณะที่ลาเฟียกระพริบตาวูบหนึ่งอย่างสงสัยก่อนจะลุกขึ้น

ดาห์เรนมองใบหน้าที่มีรอยแผลเป็นขีดยาว และแววตาไม่น่าไว้ใจของชายตรงหน้า แล้วก้าวไปขวางหน้าลาเฟียไว้ด้วยท่าทีระแวง ทำให้ลาเฟียต้องยิ้มอย่างอ่อนใจเมื่อเห็นอย่างนั้น นับวันดาห์เรนจะช่างปกป้องเข้าไปทุกที

“ท่านเป็นใคร” ดาห์เรนถามห้วนๆ

“จาร์ซัส ราชาแห่งดาวอัสวาน” ลาเฟียขมวดคิ้วเรียวอย่างแปลกใจแกมระวังตัวเมื่อได้ยินชื่อ อัสวานอย่างนั้นหรือ? เหตุใดผู้นำแห่งอัสวานที่ได้ชื่อว่าโหดเหี้ยมและบ้าสงครามจึงมาอยู่ที่นี่ ร่างบางคิดขณะก้มศีรษะลงเล็กน้อย

“นาธาเนียล ลาเฟีย ทูตจากเอ็มเมอร์ราลด์ และนี่ผู้ช่วยของข้า ดาห์เรน” ดวงตาสีเทากวาดตามองเงาร่างตรงหน้า

“ข้าเคยคิดว่าเอ็มเมอร์ราลด์จะไม่ติดต่อกับดาวดวงอื่นเสียอีก ทราสช่างโชคดีที่ได้มีโอกาสต้อนรับพวกเจ้า”

“ท่านจาร์ซัสกล่าวเกินไป เอ็มเมอร์ราลด์เป็นเพียงดาวดวงเล็กๆ ที่ไม่มีความสำคัญอะไร และข้ามาที่นี่เพียงเพราะมีเรื่องขอร้องผู้นำแห่งทราสเท่านั้น กลับเป็นท่าน ราชาแห่งอัสวานเหตุใดจึงได้มาเยือนทราส” วาจานุ่มนวลแฝงนัยย้อนถาม

“ยานของข้าได้รับความเสียหาย จึงได้มาพักยานระหว่างทางเพื่อซ่อมแซมที่นี่ พวกเจ้าจะพักอยู่ที่ทราสนานเท่าใด” ดวงตาของลาเฟียหรุบลงซ่อนแววตาเมื่อได้ยินคำถามนั้นก่อนจะตอบเสียงเบา

“หากทุกอย่างราบรื่น ข้าคงเดินทางกลับภายในหนึ่งเดือน”

“ถ้าเช่นนั้น ข้าคิดเจ้าคงให้เกียรติข้าไปเยือนอัสวานหลังจากที่เจ้าเดินทางกลับจากทราส” จาร์ซัสเชื้อเชิญดวงตามองร่างงามอย่างมาดหมาย ในบรรดา ‘ผู้รับใช้’ ทั้งหมดของเขาไม่มีผู้ใดงดงามเท่าชายหนุ่มตรงหน้าเลย ความต้องการครอบครองร่างตรงหน้าเกิดขึ้นทันที

“ขอบคุณสำหรับคำเชิญ แต่ข้าคงไม่สามารถไปได้” แววตาจาร์ซัสผิดปกติไปวูบหนึ่งเมื่อได้ยินคำปฏิเสธ

“เพราะเหตุใด หรืออัสวานไม่มีเกียรติพอที่จะต้อนรับเจ้า” ลาเฟียส่ายหน้าเป็นเชิงปฏิเสธพร้อมกับตอบเสียงอ่อนโยน

“ไม่ใช่เช่นนั้น เพียงแต่เอ็มเมอร์ราลด์มอบหมายภารกิจให้ข้ามากมาย คงไม่มีเวลาพอที่จะเยือนอัสวาน ต้องขออภัยด้วย”

“น่าเสียดาย” จาร์ซัสขมวดคิ้ว เสียงที่ตอบมีแววขุ่นเคืองเล็กน้อยเมื่อไม่ได้ตามความต้องการ ลาเฟียเองก็เงียบไม่ได้อธิบายต่อเพราะเห็นว่าไม่จำเป็นต้องแก้ไขความเข้าใจผิดอะไรอีก

ดาห์เรนมองจาร์ซัส สัญชาติญาณทำให้ไม่ไว้วางใจร่างตรงหน้า โดยเฉพาะเมื่อสายตาคู่นั้นกวาดมองร่างลาเฟีย ดาห์เรนจึงเอ่ยขึ้นเบาๆ

“ท่านลาเฟีย พวกเราน่าจะกลับที่พักได้แล้ว” ลาเฟียหันมายิ้มดวงตาบอกแววเข้าใจพลางพยักหน้ารับ แล้วกล่าวกับจาร์ซัส

“พวกเราต้องขอตัวก่อน ยินดีที่ได้พบกับท่าน ราชาแห่งอัสวาน”

“เดี๋ยว..ลาเฟีย” มือใหญ่คว้าข้อมือเล็กไว้ตามใจคิดเมื่อเห็นร่างงดงามกำลังจะหมุนตัวจากไป ทำให้ลาเฟียชะงักอย่างคาดไม่ถึง

“ท่านจาร์ซัส!” เสียงนุ่มนวลนั้นเตือนอย่างเยือกเย็น ร่างสูงโปร่งเหยียดตรง ท่าทีสง่างามนั้นทำให้ร่างใหญ่ชะงักไป แต่อารมณ์อยากเอาชนะทำให้มือใหญ่นั้นออกแรงเพิ่มขึ้น

“ข้าเพียงอยากรู้ว่าเจ้าพักอยู่ที่ใด และข้าจะไปเยี่ยมบ้างได้หรือไม่ เพราะข้าคงพักอยู่ที่นี่อีกหลายวันจนกว่ายานของข้าจะซ่อมเสร็จ” ลาเฟียสูดลมหายใจลึกไม่โต้ตอบ พยายามดึงข้อมือออกแต่สู้แรงกับมือใหญ่ไม่ได้

“ท่านจะทำอะไร ปล่อยท่านลาเฟียนะ” ดาห์เรนอุทาน แต่ร่างใหญ่ไม่สนใจยังคงดึงร่างของลาเฟียเข้าไปจนชิด ดวงตานั้นมองร่างสูงโปร่งตรงหน้าอย่างพอใจ ใบหน้างดงามพิสุทธ์และดวงตาอ่อนโยนสีมรกตช่างถูกใจเขายิ่งนัก

“ท่านจาร์ซัส....” ลาเฟียอุทานอย่างตกใจเมื่อมือใหญ่รั้งเอวของตนเข้าไปจนชิดอกกว้าง

“จาร์ซัสปล่อยมือจากแขกของข้าได้แล้ว!” เสียงตวัดห้วนเย็นชาดังขึ้นทำให้ทุกคนหันไปมองพร้อมกันอย่างตกใจ ร่างสูงของเครนท์ซยืนอยู่ไม่ห่างนัก ดวงตาสีดำบ่งบอกถึงโทสะแรงกล้าที่พยายามควบคุมอยู่ เมื่อมองเห็นร่างโปร่งบางที่ถูกเกาะกุมในอ้อมแขนจาร์ซัส

จาร์ซัสสบตาสีดำสนิทเกรี้ยวกราดของราชาแห่งทราส แล้วต้องรีบปล่อยมือจากลาเฟียอย่างรวดเร็วจนร่างบางถึงกับเซไปสองสามก้าวเพราะตั้งตัวไม่ทัน

ดวงตาสีเทาเหลือบมองเครนท์ซอย่างระวัง แต่พอมองผ่านไปพบชายหนุ่มร่างสูงในเครื่องแบบทหารสีน้ำเงิน ผมดำ ดวงตาสีน้ำเงินเข้มที่ยืนเยื้องจากเครนท์ซ แววตาของจาร์ซัสก็เป็นประกายวูบด้วยความเคียดแค้นและเกลียดชังอย่างเปิดเผย

“เคธาน เจ้ามาที่นี่ทำไม?”

“ในเมื่อเจ้ามาได้ ข้าย่อมมาที่นี่ได้เช่นกัน” เสียงเคธานตอบอย่างเฉยเมย ท่าทีนั้นทำให้โทสะของจาร์ซัสพุ่งขึ้นจนระงับไม่ได้มือขวาสะบัดพลังรุนแรงกระแทกเข้าหาร่างสูงของเคธานทันที ราชาแห่งฟีเดลเม้มปากเมื่อเห็นดังนั้นมือสะบัดพลังเพื่อปะทะอย่างไม่ยอมแพ้ กระแสพลังอันรุนแรงของทั้งคู่กระแทกจนลาเฟียและดาห์เรนที่ยืนอยู่ใกล้ที่สุดเซถลา และทั้งคู่ต้องยกมือขึ้นปัดป้องฝุ่นละอองที่ปลิวเข้าใส่ด้วยกำลังแรง

ดวงตาของเครนท์ซเป็นประกายด้วยโทสะ เมื่อเห็นเศษไม้ชิ้นเล็กปลิวเฉียดใบหน้าลาเฟียทิ้งรอยบาดแผลเล็กๆ มีเลือดซึมบนแก้มเนียนใส มือใหญ่เอื้อมไปรั้งลาเฟียไว้ในอ้อมแขน แล้วสะบัดชายเสื้อคลุมของตนขึ้นคลุมร่างบางไว้ ด้วยพลังอันกล้าแข็งทำให้เสื้อคลุมนั้นราวกับเกราะเหล็กจนไม่มีสิ่งใดทะลุผ่านมาได้ ขณะที่อีกมือหนึ่งสะบัดเพื่อสลายพลังของทั้งคู่ที่กระจายเข้าหาดาห์เรน พร้อมกับเสียงตวาดดังขึ้น

“หยุด!!” ทั้งคู่รั้งพลังกลับทันทีอย่างรู้ตัว เครนท์ซกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงเย็นชาเปี่ยมด้วยโทสะ

“พวกเจ้ากล้าลงมือที่นี่หรือ และยังต่อหน้าข้า กฎของทราสไม่ได้รับการเคารพจากพวกเจ้าแม้แต่น้อย” คลื่นโทสะที่แผ่ออกจากร่างสูงทำให้ทั้งจาร์ซัสและเคธานชะงัก

“ข้าเสียใจเครนท์ซ” เคธานยอมรับผิด ขณะที่จาร์ซัสกลับมองร่างสูงโปร่งของลาเฟียที่ตอนนี้อยู่ในอ้อมแขนของเครนท์ซอย่างปกป้อง ดวงตาเจ้าเล่ห์นั้นทอประกายประหลาดเมื่อเห็นเครนท์ซเอื้อมมือไปเช็ดรอยเลือดที่แก้มนวลให้อย่างอ่อนโยน แววตาสีเทาจึงมีแววริษยาแกมอาฆาต

‘เหตุใดเจ้ากับข้าจึงมักพึงใจในสิ่งเดียวกัน แต่ในครั้งนี้ข้าจะไม่ยอมแพ้แน่ไม่ว่าจะใช้วิธีใดก็ตาม”

“ข้าขอโทษ เครนท์ซ” จาร์ซัสกล้ำกลืนศักดิ์ศรีขณะตอบ เครนท์ซกวาดตามองพร้อมกับเตือน

“อย่าให้เกิดเรื่องเช่นนี้อีก ไม่เช่นนั้นทราสคงไม่สามารถให้พวกเจ้าอยู่ต่อไปได้” จาร์ซัสพยักหน้า เครนท์ซหันไปมองลาเฟียเมื่อเห็นแววตาที่ยังตกใจกับเหตุการณ์เมื่อครู่

“เป็นอะไรหรือไม่ ลาเฟีย” เมื่อเหลือบมองใบหน้าของเครนท์ซ ลาเฟียถึงกับสะดุ้งในใจเมื่อเห็นแววกราดเกรี้ยวเย็นชาในดวงตาสีดำสนิทคู่นั้น ร่างบางจึงพยายามยิ้มออกมาเพื่อคลี่คลายสถานการณ์ แม้จะไม่พอใจในการกระทำที่หยาบคายของจาร์ซัส

“ข้าไม่เป็นไร เครนท์ซ” วงแขนแข็งแรงค่อยคลายลง แต่ยังจับข้อมือเล็กดึงไว้ให้ชิดตัว ทำให้ดวงตาสีเทาของจาร์ซัสทอประกายประหลาด และไม่ยอมแพ้

“ข้าเสียใจที่ทำให้เจ้าเจ็บตัว ลาเฟีย” ราชาแห่งอัสวานมองร่างบอบบางและดวงตาสีมรกตอันลึกล้ำ แล้วจึงหันไปมองเครนท์ซ ก้มศีรษะเล็กน้อยแล้วกล่าวลา ก่อนจะเดินออกไป

ดาห์เรนมองตามร่างใหญ่แล้วหันกลับมามองแผลที่แก้มของลาเฟีย ดวงตาสีอำพันหม่นลงอย่างเป็นกังวล เอื้อมมือไปแตะบาดแผลพร้อมกับแผ่พลังออกจากปลายนิ้ว เพียงครู่เดียวปากแผลก็สมานสนิทไม่หลงเหลือรอยแม้แต่น้อย ดาห์เรนปล่อยมือลงพร้อมกับถามต่ออย่างเป็นห่วง

“ท่านลาเฟีย มีบาดแผลอีกหรือไม่”

“ไม่ ดาห์เรน” ลาเฟียตอบแล้วเงยหน้าขึ้นมองเครนท์เพื่อจะขอบคุณ แต่ก็ต้องชะงักเมื่อร่างสูงมองมาด้วยแววตาเรียบเฉย คิ้วเข้มนั้นขมวดเล็กน้อย เพราะเมื่อเหตุการณ์ผ่านไปแล้วเครนท์ซก็หวนนึกถึงภาพของลาเฟียที่คุยกับจาร์ซัสเมื่อครู่ ยิ่งทำให้เกิดรู้สึกไม่พอใจลึกๆ ขึ้น น้ำเสียงที่พูดออกมาจึงบ่งบอกถึงอารมณ์อย่างชัดเจน

“เจ้าไม่ควรออกนอกเขตที่พักมา และส่วนนี้ก็ใกล้กับส่วนบัญชาการ ไม่อนุญาตให้คนนอกเข้าออก” ลาเฟียนิ่งอึ้งไป ตาสีมรกตหรุบลงเมื่อฟังคำตำหนิ ร่างบางค่อยๆ เบี่ยงตัวออกมาจากอ้อมแขนแข็งแรงนั้นพร้อมกับก้มศีรษะรับเอ่ยเสียงเรียบอย่างยอมรับผิด

“ข้าเสียใจที่ทำให้ท่านวุ่นวาย ต่อไปนี้เราจะอยู่ในเขตที่พักเท่านั้น เหตุการณ์เช่นนี้จะไม่เกิดขึ้นอีก” ร่างบางขยับถอยห่างไปสองก้าวดวงหน้างดงามเรียบเฉยอย่างระวังตัว เครนท์ซยิ่งหงุดหงิดเมื่อเห็นกริยาและวาจาสุภาพนั้น

“ข้าเพียงไม่อยากให้เจ้าเข้ามาในบริเวณนี้ ตอนนี้ทหารทั้งจากฟีเดล และอัสวานมาพักที่นี่ส่วนหนึ่ง เจ้าอาจได้รับอันตรายได้” ลาเฟียเพียงพยักหน้ารับอย่างเงียบงัน ขณะที่ดาห์เรนทำเสียง..หึ... ในลำคอเบาๆ

“เราเพียงนั่งอยู่เฉยๆ แต่เป็นคนอื่นต่างหากที่เข้ามายุ่งกับเรา” ลาเฟียเหลือบตามองดาห์เรนเป็นเชิงปรามทำให้ร่างเล็กหุบปากลงอย่างไม่ค่อยพอใจนัก ดวงตาสีมรกตเหลือบตามองราชาแห่งทราสก่อนจะเอ่ย

“ท่านวางใจได้ ต่อไปข้าจะอยู่ในบริเวณเขตที่พักเท่านั้น” โทสะของเครนท์ซเริ่มลดลง เมื่อตระหนักถึงความระมัดระวังตัวของลาเฟีย แล้วก็ชะงักเมื่อได้ยินเสียงทัก

“ท่านจะไม่แนะนำแขกของท่านเลยหรือเลยหรือ เครนท์ซ” ร่างสูงถอนใจ ก่อนจะหันไปทางเคธานแล้วแนะนำ

“นี่คือเคธาน ราชาแห่งฟีเดล และนี่คือลาเฟียและดาห์เรน ผู้แทนจากเอ็มเมอร์ราลด์”

เคธานยิ้มเล็กน้อยเมื่อก้มศีรษะลงรับการคารวะจากทั้งคู่ พร้อมกับคิดในใจ‘ชาวเอ็มเมอร์ราลด์ไม่ผิดจากคำร่ำลือเลย โดยเฉพาะเจ้าของดวงตาสีมรกตที่งดงามราวกับรูปสลักอันวิจิตร ร่างสูงโปร่งนั้นดูสุขุมและอ่อนโยนท่าทางควบคุมตัวเองได้ดี ต่างกับอีกคนที่ดูจะเจ้าอารมณ์กว่า และตอนนี้ดวงตาสีอำพันคู่นั้นกำลังทอประกายวับด้วยความไม่พอใจเมื่อถูกตำหนิ เคธานมองใบหน้างดงาม จมูกที่เชิดรั้นเล็กน้อย ริมฝีปากบางแดงระเรื่อที่ตอนนี้เม้มไว้ แล้วก็ทำหน้าเฉยขณะที่ดวงตาพราวระยับ

ดาห์เรนสบตาสีน้ำเงินแฝงแววหัวเราะคู่นั้นแล้วยิ่งขุ่นเคือง ดวงตางดงามเป็นประกายด้วยความโกรธขึ้ง เมื่อนึกขึ้นได้ว่าร่างสูงตรงหน้าเป็นหนึ่งในต้นเหตุของเรื่องพิพาทเมื่อครู่ และเกือบทำให้ลาเฟียได้รับอันตราย เมื่อได้รับการแนะนำดาห์เรนจึงเพียงก้มศีรษะแล้วเมินหน้าหนี ลาเฟียเหลือบมองราชาแห่งทราสแล้วเอ่ยลา

“พวกท่านอาจมีเรื่องต้องทำอีกมาก ข้าจะไม่รบกวนเวลาของท่าน คงต้องของตัวก่อน”

“เดี๋ยวก่อนลาเฟีย..” เสียงทักท้วงของเคธานทำให้ลาเฟียชะงัก

“ค่ำนี้ พวกเจ้าจะให้เกียรติมาร่วมอาหารเย็นกับเราได้หรือไม่” เคธานกล่าวเชิญแต่สายตาคมกลับมองไปที่ดาห์เรน ลาเฟียเหลือบมองสีหน้าเฉยชาของเครนท์ซเห็นคิ้วเข้มขมวดเล็กน้อย ร่างบางจึงเอ่ยตอบเคธาน

“ข้าคิดว่ามันคงไม่สมควรนัก ข้าเสียใจท่านเคธาน”

“แต่ข้าเชิญพวกเจ้าในฐานะแขกของข้า ไม่ใช่ผู้แทนจากเอ็มเมอร์ราลด์ ทำไมจะไม่ได้ ใช่ไหมเครนท์ซ?” เครนท์ซมองใบหน้างดงามเรียบเฉยที่ไม่ยอมสบตาเขา ก่อนจะเอ่ยเรียบๆ เมื่อรู้ว่าร่างตรงหน้ายังคงระวังตัวจากคำตำหนิของเขาเมื่อครู่

“ข้าจะส่งคนมารับตอนใกล้ค่ำ” เครนท์ซตัดบท

“หากเป็นคำสั่งของท่าน” ลาเฟียก้มศีรษะช้าๆ ก่อนจะเดินออกไป

ดวงตาคมกริบสองคู่มองตามร่างบอบบางงดงามนั้นไป สายตาของเครนท์ซทอแววอ่อนลงวูบหนึ่งก่อนจะเปลี่ยนเป็นเยียบเย็น เมื่อนึกถึงแววตาจาร์ซัสที่มองลาเฟียด้วยความปรารถนาอย่างโจ่งแจ้ง แต่ร่างบางกลับไม่รู้สึกถึงอันตรายของตนเองแม้แต่น้อย

–˜–˜–˜–˜–˜–˜–˜–˜–˜–˜

จบบทที่ 3

the eternities บทที่ 2

ห้องบัญชาการของยานโคเม็ตที่มีคนพลุกพล่านและทำงานกันอย่างรวดเร็ว ตอนนี้กลับเงียบสนิท มีแค่เสียงเครื่องมือ เสียงสัญญาณเตือนต่างๆ ที่ดังขึ้นเบาๆ เท่านั้น ราวกับเกรงว่าจะรบกวนร่างสูงที่นั่งอยู่บนเก้าอี้มองออกไปยังห้วงอวกาศ ขณะนั้นขอบฟ้าเริ่มปรากฏแสงสีเงินเรืองๆ ทำให้เครนท์ซหวนนึกถึงปอยผมสีเงินยาวสลวยที่เคยสัมผัส สิ่งที่สะดุดตาเขาวันแรกที่พบกัน ริมฝีปากได้รูปคลี่ยิ้มเยาะความโง่เขลาของตนเองเมื่อนึกถึงเหตุการณ์ที่ผ่านมา

เจ้าไม่ต้องการให้ข้าได้รับรู้ เพราะเจ้าคิดว่าข้าโหดร้ายและไร้น้ำใจพอที่จะเพิกเฉยกับความตายของเจ้าจริงหรือ ถ้าเป็นเช่นนั้นความเข้าใจผิดของเจ้าช่างล้ำลึกนัก ลาเฟีย เจ้ายอมจากไปอย่างเงียบๆ ไม่ให้โอกาสข้าแม้แต่จะอธิบาย และข้าก็โง่เหลือเกินที่ยอมให้เจ้าจากไปเช่นนั้น

หากข้าย้อนเวลากลับไปได้.......

–˜–˜–˜–˜–˜

ความคิดคำนึงของร่างสูงย้อนกลับไป...ยังการพบกันครั้งแรก...เพียงแค่ดวงตาสีมรกตงดงามนั้นเหลือบมองมาเพียงครั้งเดียว....................

สำหรับทราส อาณาจักรแห่งดวงดาว มีการปกครองด้วยระบบราชาธิปไตยมาช้านาน ซึ่งราชาผู้สืบทอดตำแหน่งจะต้องได้รับการถ่ายทอดพลัง และการฝึกหัดอย่างเข้มงวดเพื่อเตรียมเป็นผู้ปกครองที่เหมาะสม

เนื่องจากสงครามระหว่างดาวต่างๆ เพื่อขยายหรือปกป้องอาณาเขตมักจะเกิดขึ้นบ่อยๆ แทบเป็นเรื่องปกติ ผู้นำหรือทหารชั้นสูงของแต่ละดวงดาว จึงมักเป็นผู้ที่มีอำนาจหรือพลังระดับสูงจากการถ่ายทอดและฝึกหัดอย่างเข้มงวด เพื่อจะได้ปกครองและป้องกันอาณาจักรของตนได้และขณะนี้ทราสอยู่ภายใต้การปกครองของนิโคเดมัส เครนท์ซ ราชาหนุ่มผู้ทรงพลังและอำนาจ ซึ่งได้สืบต่อตำแหน่งโดยสายเลือดจากราชารุ่นก่อน ภายใต้ความเด็ดขาดของเครนท์ซ ได้นำพาทราสสู่ความยิ่งใหญ่ และได้รับการยอมรับในฐานะของผู้นำสหพันธ์ดวงดาว สร้างความเจริญและเป็นศูนย์กลางของเทคโนโลยียิ่งกว่ายุคใดๆ

วันนั้น.........

ภายในตึกบัญชาการขนาดใหญ่บนดาวทราส ซึ่งประกอบด้วยห้องควบคุมมากมายล้วนเป็นหัวใจสำคัญในการบัญชาการไปยังหน่วยงานต่างๆ โดยเฉพาะในห้องสื่อสารซึ่งภายในประกอบด้วยอุปกรณ์อิเลคโทรนิคมากมาย รอบข้างเป็นจอมอนิเตอร์และแผงควบคุมขนาดใหญ่ มีเจ้าหน้าที่ควบคุมและตรวจสอบการทำงานเป็นระยะ ขณะนั้นได้มีเสียงสัญญาณดังขึ้นเบาๆ

ออดด..............

ร่างสูงของผู้นำแห่งทราสเงยหน้าจากการตรวจสอบรายงาน หมุนเก้าอี้ให้หันมาตรงจอภาพขนาดใหญ่อันแสดงรายละเอียดและที่ตั้งของดวงดาวต่างๆ ในระบบสหพันธ์ คิ้วได้รูปขมวดเล็กน้อยเมื่อเห็นตำแหน่งที่ไฟสีแดงกระพริบ

เจ้าหน้าที่ตรวจสอบแหล่งที่มาและรายงานอย่างรวดเร็ว

“สัญญาณจากพิกัด J 88 ครับท่าน”

“พิกัดดาวอะไร”

“เอ็มเมอร์ราลด์ ครับท่าน”

คิ้วเข้มขมวดลึกยิ่งขึ้น เอ็มเมอร์ราลด์ ดาวดวงเล็กที่อยู่ห่างไกลออกไปเกือบสุดเขตของสหพันธ์ เป็นดวงดาวที่รักสงบและเก็บตัวอย่างยิ่ง แทบจะไม่เคยเรื่องขัดแย้งกับผู้ใดรวมถึงไม่เคยมีส่วนร่วมในสงครามใดเลย อาจเพราะเป็นเผ่าพันธุ์ที่ไร้พลังในการต่อสู้ต่างกับเผ่าพันธ์อื่นๆ แต่ชาวเอ็มเมอร์ราลด์ก็ได้รับการชดเชยที่พิเศษยิ่งนั่นคือ พลังแห่งการรักษาและเยียวยาอันมหัศจรรย์

นอกจากนี้แล้วยังมีสาเหตุหนึ่งที่สำคัญคือระยะทางอันห่างไกลเกือบสุดเขตของสหพันธ์ เป็นเหตุให้บรรยากาศรอบๆ เอ็มเมอร์ราลด์มีการบิดผันเกิดพายุไฟฟ้าและคลื่นแม่เหล็กแทบตลอดเวลา เพียงแค่ติดต่อสื่อสารกับดาวอื่นๆ ยังยากลำบาก การเดินทางผ่านบรรยากาศของเอ็มเมอร์ราลด์ยิ่งไม่ต้องพูดถึง ดาวดวงเล็กที่ห่างไกลจึงสงบสุขและไร้ผู้รุกรานอยู่จนทุกวันนี้

และด้วยเหตุนี้เองจึงไม่ค่อยมีใครเห็นชาวเอ็มเมอร์ราลด์เดินทางระหว่างดวงดาวมากนัก นอกจากจะเป็นการประชุมครั้งสำคัญๆ ของสหพันธ์เท่านั้น แต่เมื่อเห็นก็ยากที่ใครจะลืม เอ็มเมอร์ราลด์ เผ่าพันธ์ที่งดงามสะดุดตาทั้งเพศหญิงและชาย ด้วยรูปร่างที่บอบบาง ผิวขาวนวลราวกับงาช้างและผมสีเงินที่ไว้ยาวจนเป็นสัญลักษณ์แตกต่างจากเผ่าพันธุ์บนดวงดาวอื่นๆ เครนท์ซเองก็เพียงเคยพบราชาเอ็มเมอร์ราลด์เพียงครั้งเดียว เมื่อมีการประชุมคัดเลือกผู้นำสหพันธ์ภายหลังจากสงครามอันยิ่งใหญ่ระหว่างดวงดาวสิ้นสุดลงเมื่อ 7 ปีที่แล้วเท่านั้น แต่เขายังจำรูปลักษณ์ที่สง่างามของอีกฝ่ายได้ดี

การที่เอ็มเมอร์ราลด์พยายามติดต่อมาเช่นนี้ หรือมีเรื่องที่สำคัญยิ่ง

“เปิดรับสัญญาณ”

เมื่อจอภาพสว่างวูบ พริบตาของเงาร่างงดงามปรากฏขึ้น แม้สัญญาณจะกระพริบและพร่ามัวเป็นบางช่วง แต่ก็เพียงพอที่จะทำให้ทุกคนในห้องควบคุมถึงกับชะงัก รวมถึงผู้ที่ทรงอำนาจที่สุดแห่งทราส

ทุกคนตะลึงมองบุรุษที่ปรากฏในจอภาพตรงหน้า ร่างสูงโปร่งนั้นอาจจะดูบอบบางเมื่อเทียบกับลักษณะสูงใหญ่ของชาวทราส ดวงหน้างดงามเกินชายนั้นราวกับรูปสลักอันวิจิตร คิ้วเรียวพาดเหนือดวงตาสีมรกตอันลึกล้ำและสงบนิ่ง จมูกโด่งเล็กริมฝีปากแดงระเรื่อ ผมสีเงินที่เป็นประกายนั้นยาวจนแทบจรดพื้น เสื้อคลุมที่สวมสีขาวสะอาดปกปิดตั้งแต่ลำคอถึงปลายเท้า รวบช่วงเอวไว้ด้วยเกลียวไหมสีทองทิ้งพู่ยาวระชายเสื้อคลุมยิ่งเน้นให้เห็นรูปร่างสูงโปร่ง ชายหนุ่มผู้นั้นมองตรงออกมาพร้อมกับก้มศีรษะลงอย่างสง่างาม ก่อนที่จะเอ่ยเสียงนุ่มเบา

“ข้านาธาเนียล ลาเฟีย แห่งเอ็มเมอร์ราลด์ มีเรื่องสำคัญที่จะต้องขอพบกับผู้นำแห่งทราส” ฟอกซ์เหลือบตามองร่างสูงที่ยังคงนิ่งเฉยไม่โต้ตอบ รองผู้บัญชาการทหารของทราสจึงเป็นผู้เอ่ยถาม

“ท่านต้องการพบผู้นำแห่งทราสด้วยเรื่องใด” ดวงตาสีมรกตเหลือบมองผู้ถาม

“ท่านคือ...”

“แคล็กซ์ตัน ฟอกซ์ รองผู้บัญชาการทหารแห่งทราส” ร่างงดงามนิ่งไปชั่วครู่

“นี่เป็นเรื่องสำคัญ ขออภัยถ้าข้า....ไม่.....” ไม่ทันขาดคำ เสียงทุ้มทรงอำนาจก็ดังขึ้น

“เจ้าต้องการพบข้าด้วยเรื่องใด” ลาเฟียเหลือบตาไปยังต้นเสียงที่นั่งอยู่เบื้องหลัง ร่างสูงในเครื่องแบบทหารสีดำขลิบทองลุกขึ้นช้าๆ ลาเฟียสูดลมหายใจลึก ร่างนั้นดูสูงใหญ่ดุจนักรบ ผิวคล้ำ ใบหน้าเข้มคมสันดูเรียบเฉยดุจสลักจากศิลาอันกล้าแกร่ง ผมและดวงตาสีดำลึกดุจราตรีที่มืดสนิทและไม่บ่งบอกความรู้สึก ดวงตาสีมรกตสบตาคมคู่นั้นเพียงแวบเดียวก็ตระหนักรู้ นี่คือ แบล็คแห่งทราส

ลาเฟียแตะมือที่หน้าอกเบื้องซ้ายและก้มศีรษะทำความเคารพ เฉกเช่นที่สมควรทำต่อผู้นำแห่งทราสและสหพันธ์ดวงดาว เมื่อร่างสูงพยักหน้ารับ ร่างบางจึงเอ่ยขึ้นอย่างนุ่มนวล

“เอ็มเมอร์ราลด์มีเรื่องสำคัญที่จะขอร้องต่อผู้นำแห่งทราส หวังว่าท่านจะอนุญาตให้เอ็มเมอร์ราลด์ส่งผู้แทนเข้าพบเพื่อเจรจาข้อตกลงและอธิบายรายละเอียดต่างๆ”

“เจรจาข้อตกลงเกี่ยวกับเรื่องใด ในเมื่อทราสกับเอ็มเมอร์ราลด์ไม่เคยมีปัญหามาก่อน ไม่ใช่หรือ” ศีรษะที่ปกคลุมด้วยเรือนผมสีเงินก้มลงอย่างนุ่มนวล ก่อนจะรับคำ

“ใช่....แต่เรื่องที่เราจะขอร้องนี้เกี่ยวข้องกับ....ซาลไมต์” จบประโยคทุกคนในห้องบัญชาการก็เงียบกริบ เนื่องจากตระหนักถึงคุณค่าของซาลไมต์ดี

ซาลไมต์ อัญมณีแห่งพลังที่ค้นพบ บริเวณดาวอัคคี ซึ่งเป็นดาวบริวารของทราส อายุของมันไม่สามารถคาดเดาได้ ยิ่งพลังของมันเมื่ออยู่กับผู้ที่รู้จักใช้ยิ่งทรงอำนาจมหาศาล

“เกี่ยวกับ ซาลไมต์?” เครนท์ซทวนคำ ดวงตาสีดำสนิททอประกายเยือกเย็นยิ่งขึ้น

“ข้าตระหนักถึงความสำคัญของซาลไมต์ แต่เอ็มเมอร์ราลด์ต้องการเจรจาเพื่อขอยืมซาลไมต์จากทราส แค่เพียงชั่วระยะเวลาหนึ่งเท่านั้น” ลาเฟียขอร้องด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล ดวงตาสีดำสนิทมองร่างในจอภาพก่อนจะหรี่เปลือกตาลงซ่อนประกายบางอย่างเมื่อเอ่ยตอบ

“ทราสยินดีต้อนรับเจ้า นาธาเนียล ลาเฟีย และข้ารับปากให้เจ้ามีโอกาสอธิบาย แต่ข้าจะยังไม่พิจารณาเรื่องซาลไมต์ จนกว่าจะรู้เหตุผล” ฟอกซ์รวมถึงทหารในห้องบัญชาการมองผู้นำของตนอย่างประหลาดใจเมื่อได้ยินคำตอบที่ผิดคาด ขณะที่ลาเฟียผ่อนลมหายใจเล็กน้อยก่อนจะก้มศีรษะลงยอมรับคำสั่งนั้น

“ขอบคุณท่านผู้นำแห่งทราส”

–˜–˜–˜–˜–˜

“นี่เป็นเรื่องเกี่ยวกับตัวของข้าเพราะฉะนั้นข้าจะไปเอง ดาห์เรน ข้าอยากให้เจ้ารออยู่บนยาน”

“ไม่ ลาเฟีย ท่านจะลงไปที่นั่นตามลำพังไม่ได้ เรื่องของท่านเป็นเรื่องของเอ็มเมอร์ราลด์อยู่แล้ว และหากเกิดอะไรขึ้นกับท่านพวกเราจะทำอย่างไร” ดาห์เรนอุทานเมื่อทราบถึงความต้องการของลาเฟีย ร่างโปร่งบางเดินวนเวียนรอบห้องควบคุมของยาน แล้วหันมาสรุปสั้นๆ ดวงตาสีอำพันทอแววดื้อรั้น

“ถ้าท่านจะลงไป ข้าจะลงไปกับท่าน” ลาเฟียถอนใจ

“ก็ได้ ดาห์เรน ถ้าข้าไม่ยอมเจ้าก็คงบ่น จนฮีทรำคาญแล้วจับเจ้าโยนออกจากยานแน่” ฮีทผู้บังคับการควบคุมยานลาดตระเวณของสหพันธ์ยิ้มน้อยๆ เมื่อมองดูการโต้เถียงกันระหว่างชายทั้งสองคน

ฮีทเป็นหนึ่งในผู้บัญชาการยานลาดตระเวนของสหพันธุ์ ซึ่งแต่ละลำมีหน้าที่ลาดตระเวณดูแลดาวต่างๆ อันเป็นสมาชิกของสหพันธ์ ทหารของสหพันธ์จะมาจากทหารที่ถูกคัดเลือกเป็นพิเศษ จากแต่ละดวงดาวที่เป็นสมาชิก และตราบเท่าที่อยู่ในกองกำลังจะขึ้นตรงต่อผู้นำสหพันธ์เท่านั้น

และตอนนี้ฮีทได้รับหน้าที่ให้ดูแลคุ้มครองเขต J 88 ซึ่งเป็นเขตนอกสุดของสหพันธ์และดาวดวงเดียวที่อยู่ในเขตนี้คือเอ็มเมอร์ราลด์

“ฮีท ขอบคุณที่ช่วยส่งข้ามาที่นี่ หากไม่ได้ยานของท่านเราคงมีปัญหากับการเดินทางมาก” ลาเฟียบอกกับฮีท ซึ่งก้มศีรษะรับอย่างอ่อนโยน

“นี่เป็นหน้าที่หนึ่งของข้า ท่านลาเฟีย” ตอนที่ลาดตระเวนอยู่ ฮีทได้รับการติดต่อจากเอ็มเมอร์ราลด์ ขอให้ยานของเขาได้ลงจอดที่สถานีอวกาศของสหพันธ์ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากเอ็มเมอร์ราลด์มากนัก เพื่อให้ช่วยส่งบุคคลสำคัญสองคนมาที่ดาวทราส

ขณะที่รออยู่บนสถานีอวกาศ ฮีทเฝ้ามองยานรูปร่างเพรียวสีขาวฝ่าพายุไฟฟ้าที่ปกคลุมดวงดาวออกมาอย่างหวั่นวิตก เพราะรู้ดีถึงพลังอันมหาศาลของมันว่าสามารถทำลายแม้ยานที่ทรงประสิทธิภาพสูงสุดได้ หากยานลำเล็กนั้นกลับสามารถหลุดรอดม่านพายุออกมาได้ด้วยความชำนาญเส้นทางของนักบินฝีมือเยี่ยม ทำให้ผู้บัญชาการยานลาดตระเวนของสหพันธุ์ถอนใจด้วยความชื่นชม

และเมื่อพบกับบุคคลที่จะเดินทางไปทราส ฮีทก็ตระหนักถึงความสำคัญของทั้งคู่เมื่อสังเกตเห็นกลุ่มคนที่มาส่งให้ความเคารพมากเกินกว่าจะเป็นเพียงผู้บังคับบัญชา หรือผู้ที่อยู่ในตำแหน่งสำคัญเท่านั้น

“ข้าพร้อมจะลงไปที่นั่นแล้ว ฮีท แจ้งกับทราสเถอะ” ลาเฟียยืนขึ้นช้าๆ

“ตามกฎของยานลาดตระเวณข้าไม่สามารถนำยานลงจอดได้ แต่ข้าได้รับอนุญาตให้ส่งท่านผ่านเครื่องย้ายสสาร ทราสจะเป็นผู้แจ้งกับข้าให้มารับเมื่อท่านเดินทางกลับ” ฮีทชี้แจงกับลาเฟีย

“ขอบคุณ ฮีท”

–˜–˜–˜–˜–˜

สัญญาณเตือนและไฟกระพริบจากเครื่องเคลื่อนย้ายสสารหยุดลง อันแสดงว่าการขนส่งเสร็จสิ้นเรียบร้อย เมื่อแสงสีขาวพร่าตาเริ่มเลือนหายร่าง 2 ร่างในชุดคลุมสีขาวปรากฏขึ้น เงาร่างที่ยืนอยู่ด้านหน้ารูปร่างสูงโปร่ง ขณะที่อีกร่างเตี้ยกว่าเล็กน้อย ทุกคนในห้องที่กำลังควบคุมเครื่องมือและอุปกรณ์ต่างๆ ต่างนิ่งงันไปกับดวงตาสีมรกตที่ทอดผ่าน ท่าทางอันนุ่มนวลแต่แฝงไว้ด้วยความสง่างาม และโดยเฉพาะกับผมสีเงินเป็นประกายที่ยาวเหยียดตรงเกือบจรดชายเสื้อคลุม

ดวงตาสีมรกตของลาเฟียกระพริบอย่างงุนงง ขณะเหลือบดูรอบห้องกว้างขวางที่เต็มไปด้วยเจ้าหน้าที่ร่างสูงในชุดดำหลายคนอย่างพิจารณา แล้วก็ชะงักเมื่อสบตาทรงอำนาจคู่หนึ่งที่มองตรงมา ร่างสูงนั้นดูโดดเด่นแม้จะอยู่ในเครื่องแบบทหารเช่นเดียวกับคนอื่นๆ ลาเฟียก้มศีรษะลงก่อนจะเอ่ยแผ่วเบา

“คารวะผู้นำแห่งทราส” เครนท์ซก้มศีรษะรับการคารวะเล็กน้อยก่อนจะก้าวเข้ามาใกล้ ร่างนั้นสูงจนลาเฟียต้องเงยหน้าขึ้นสบตาคมกริบนั้นอย่างระวัง

“ยินดีต้อนรับ นาธาเนียล ลาเฟีย ผู้แทนจากเอ็มเมอร์ราลด์” ลาเฟียชะงักเล็กน้อยแล้วก้มศีรษะรับอีกครั้ง

“ขอบคุณราชาแห่งทราสที่รับฟังการขอร้อง และให้โอกาสแก่ข้าได้เดินทางมาเยือนทราส .....นี่คือดาห์เรน เป็นผู้ช่วยของข้า” เครนท์ซพิจารณาดาห์เรนช้าๆ แล้วก็หันมามองลาเฟีย

“ข้ายังติดภารกิจกับเรื่องของสหพันธ์ ในระหว่างนี้ข้าจะให้ฟอกซ์รองผู้บัญชาการของข้าดูแลพวกเจ้าก่อน ขอให้พักผ่อนตามสบาย” ลาเฟียนิ่งไปเล็กน้อยก่อนจะเอ่ยตอบ

“ขอบคุณ หวังว่าภารกิจท่านจะลุล่วงด้วยดี จนมีเวลาพอที่จะฟังเรื่องของเอ็มเมอร์ราลด์”

“เพียงไม่กี่วัน ลาเฟีย แล้วข้าจะให้เวลาเจ้าอธิบายเรื่องทั้งหมดและพิจารณาคำขอร้องของเจ้า” เครนท์ซให้คำสัญญา

“เชิญทางนี้ครับท่านลาเฟีย” ฟอกซ์มองทั้งคู่แล้วยิ้มจางๆ ก่อนจะเดินนำหน้าทั้งคู่ไป

นายทหารหนุ่มเดินนำแขกทั้งคู่ออกจากหอควบคุมและบัญชาการ เข้าลิฟต์แก้วที่เคลื่อนที่ด้วยความเร็วสูง ผ่านประตูและระบบรักษาความปลอดภัยอันเข้มงวด เข้าสู่อาณาเขตกว้างขวางของวัง ซึ่งก่อสร้างผสมผสานระหว่างสถาปัตยกรรมแบบเก่าและใหม่ผสมอย่างกลมกลืน และล้อมรอบด้วยอุทยานขนาดใหญ่

เมื่อผ่านเข้าสู่ส่วนใน ร่างบางก็ต้องถอนใจด้วยความชื่นชม สถานที่อันงดงามถูกแบ่งแยกเป็นส่วนๆ ด้วยทางเดินเชื่อมที่ทอดยาวไประหว่างที่พำนักต่างๆ แต่ละส่วนถูกกั้นด้วยอุทยานที่ตกแต่งเลียนแบบธรรมชาติได้อย่างงดงามและกลมกลืน

“ลาเฟีย ท่านดูสิ! สวนที่นี่งดงามมากเลย” ดาห์เรนอุทานออกมาแผ่วเบาเมื่อฟอกซ์พาเดินมาถึงอุทยาน ก่อนจะพึมพำต่อ

“ค่อยยังชั่ว ข้ากำลังอึดอัดกับบรรดายานและเครื่องมือหน้าตาแปลกๆ แทบแย่แล้ว ที่นี่ค่อยดูเหมือนที่พักหน่อย”

“ดาห์เรน” เสียงนุ่มนวลเตือนเบาๆ ทำให้ฟอกซ์หัวเราะออกมา

“ไม่เป็นไรครับท่านลาเฟีย ข้าเข้าใจดี เพราะข้าทราบว่าดาวเอ็มเมอร์ราลด์งดงามและใกล้ชิดกับธรรมชาติมาก เครื่องมือเครื่องไม้ที่นี่คงดูแปลกตาสำหรับท่านดาห์เรนมาก”

“ไม่ใช่ว่าเราต่อต้านเทคโนโลยี เพียงแต่พยายามใช้เท่าที่จำเป็น พลังงานส่วนใหญ่ของเอ็มเมอร์ราลด์จึงมาจากธรรมชาติ ซึ่งเปรียบเสมือนมารดาของเรา เป็นผู้ให้กำเนิดพลังงานและชีวิตของเอ็มเมอร์ราลด์” ลาเฟียอธิบายขณะที่ดวงตาคู่นั้นก็จับจ้องธรรมชาติงดงามตรงหน้าอย่างชื่นชม ก่อนจะเอ่ยต่อ

“น่าดีใจที่ทราสซึ่งสูงล้ำด้วยเทคโนโลยี ยังสามารถมองเห็นคุณค่าของธรรมชาติเหล่านี้”

“ไม่เพียงแค่นี้นะครับ ทราสยังมีแหล่งอนุรักษ์ธรรมชาติอีกมาก ที่เป็นเขตหวงห้ามไม่ให้มีการลุกล้ำและแทรกแซงจากเทคโนโลยี ยกตัวอย่างเช่นทางด้านเหนือของทราสยังคงความเป็นธรรมชาติที่งดงามและสมบูรณ์แบบอยู่มาก” ฟอกซ์อธิบายก่อนจะยิ้มแล้วเอ่ยต่อเมื่อเดินมาถึงที่พัก

ตึกสีขาวขนาดเล็กที่ถูกจัดให้ผู้แทนจากเอ็มเมอร์ราลด์พัก เป็นตึกที่แยกออกมาจากส่วนอื่นๆ ของวังแวดล้อมด้วยอุทยานทั้งสี่ด้าน โปร่งสบายและงดงามเรียบง่าย ภายในทุกห้องถูกตกแต่งด้วยสีขาวและครีมเป็นส่วนใหญ่ รวมถึงผ้าม่านที่พลิ้วไสวเพราะแรงลมจากหน้าต่างบานกว้างที่เปิดให้เห็นอุทยานด้านนอก

“สำหรับตอนนี้ขอให้พักผ่อนตามสบายนะครับท่านลาเฟีย หากต้องการสิ่งใดโปรดให้คนรับใช้แจ้งกับข้าทันที พวกเขารู้ว่าจะจัดการเรื่องนี้ได้อย่างไร”

ฟอกซ์หมุนตัวเมื่อประตูปิดลงเรียบร้อย นายทหารหนุ่มกำลังนึกถึงรอยยิ้มงดงามและนุ่มนวลของแขกจากต่างดาว ทำให้เผลอยิ้มออกมาจนกระทั่งได้ยินเสียงทักอย่างเข้มงวดดังมาจากเบื้องหลัง

“ไง ฟอกซ์ ฝันกลางวันหรือไง?”

“ท่านเครนท์ซ!” ฟอกซ์ทำหน้าเฉยขณะตอบ

“ไม่หรอกครับท่าน ฝันถึงอะไรที่อยู่ใกล้กว่านั้นมาก” เครนท์ซทำเสียงในลำคอแผ่วเบาอย่างไม่พอใจกับน้ำเสียงรู้ทันนั่นนัก ก่อนเปลี่ยนเรื่อง

“ที่พักเรียบร้อยหรือไม่”

“แน่นอนครับท่าน หากไม่เรียบร้อย ตอนนี้น่ากลัวคนจัดเตรียมจะร้อนตัวอยู่” ฟอกซ์ทำเสียงเรียบเฉยขณะกลั้นยิ้ม เขาอยู่ในฐานะกึ่งเพื่อนกึ่งผู้ใต้บังคับบัญชาของราชาแห่งทราสมาตั้งแต่เด็ก นี่เป็นครั้งแรกที่เห็นเครนท์ซสนใจในเรื่องปลีกย่อยเช่นนี้

ก็นับตั้งแต่ผู้แทนจากเอ็มเมอร์ราลด์กำหนดจะมาเยือนทราส ร่างสูงถึงกับสั่งเตรียมที่พักให้ด้วยตนเอง ไหนจะปลีกเวลามารับแขกทั้งที่เป็นเพียงแค่ผู้แทนจากดาวเล็กๆ ที่ห่างไกลเท่านั้น แล้วอย่างนี้จะไม่เรียบร้อยได้อย่างไร เครนท์ซหันมามองคนที่เป็นกึ่งเพื่อนกึ่งลูกน้องด้วยสายตาดุๆ แต่ฟอกซ์ยังพูดต่อ

“ทั้งที่ตอนนี้ท่านกำลังยุ่งอยู่กับเรื่องของสหพันธ์จนแทบไม่มีเวลาเลย แต่ท่านยังต้องมาตรวจงานเองเช่นนี้ ในฐานะรองผู้บัญชาการ ข้าดูเหมือนจะไม่เป็นที่ไว้วางใจเอาเสียเลย” แววตาของรองผู้บัญชาการทหารมองผู้เป็นนายเป็นประกายอย่างรู้ทัน

“นั่นสิ เจ้าควรพิจารณาตัวเองแล้วล่ะมั้ง” เครนท์ซยิ้มเล็กน้อยก่อนจะเอ่ยเรียบๆ ขณะที่แววตาสีดำสนิทคู่นั้นทอประกายประหลาด

–˜–˜–˜–˜–˜

ทันทีที่ประตูปิดลง ร่างที่เล็กกว่าก็หันกลับมามองร่างสูงโปร่งตรงหน้า

“ทำไมที่นี่จึงเข้าใจว่าท่านเป็นแค่ผู้แทนของเอ็มเมอร์ราลด์ล่ะลาเฟีย” ดาห์เรนขมวดคิ้วอย่างไม่เข้าใจนัก ลาเฟียมองร่างโปร่งบางที่นั่งตรงหน้าแล้วยิ้ม

“เมื่อ 7 ปีก่อนบรรดาผู้นำระดับสูงของเอ็มเมอร์ราลด์มีมติไม่ยอมให้ข้าเดินทางมาร่วมประชุมคัดเลือกผู้นำสหพันธ์ อาจจะเห็นว่าข้ายังเด็กเกินไป แล้วไหนๆ ก็ไม่มีใครเคยรู้จักราชาแห่งเอ็มเมอร์ราลด์มาก่อน ท่านอาของข้าเลยตัดสินใจมาแทน ดังนั้นบรรดาผู้นำอื่นๆ จึงรู้จักท่านอาในฐานะของราชาแห่งเอ็มเมอร์ราลด์” ดาห์เรนทำตาโต ทำให้ลาเฟียหัวเราะเบาๆ

“ข้าเองก็ไม่เห็นด้วยหรอกนะในครั้งนั้นแต่ก็ค้านไม่ไหว แต่สำหรับครั้งนี้ข้าคิดว่าด้วยตำแหน่งใดก็ไม่สำคัญหรอก เอ็มเมอร์ราลด์ไม่ใช่ดาวที่สลักสำคัญนักในสหพันธ์ ดังนั้นใครจะเข้าใจเช่นไรก็ไม่เห็นจะแปลก” ดาห์เรนมองลาเฟียแล้วก็ถอนใจ

“แต่ก็ช่างเถอะ ข้าเพียงหวังว่าทราสจะยอมรับฟังคำขอร้องของเรา”

“ดาห์เรน นี่เป็นหนทางที่ข้ายังไม่แน่ใจนัก หากมันเป็นไปไม่ได้เจ้าก็ควรเตรียมใจไว้ด้วย” ลาเฟียเอ่ยเสียงนุ่มนวล ดาห์เรนอุทานเสียงแผ่ว แววตาสีอำพันหม่นแสงลงวูบหนึ่ง

“ไม่สิลาเฟีย ซาลไมต์จะต้องช่วยได้ อาการของท่านจะต้องดีขึ้นแน่ ข้าจะไม่ยอมให้ท่านเป็นอะไรไปแน่นอน”

–˜–˜–˜–˜–˜

ลาเฟียเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้ายามค่ำคืน จันทร์ดวงนี้สว่างงดงามไม่แพ้จันทร์ที่เอ็มเมอร์ราลด์ แสงนวลสาดส่องลงมาจนมองเห็นอุทยานเบื้องหน้าที่งดงามแปลกออกไปจากตอนกลางวัน แต่ความงดงามนี้กลับยิ่งกระตุ้นให้เกิดความรู้สึกคิดถึงบ้าน ร่างนั้นอิงตัวพิงกรอบหน้าต่างแล้วถอนใจยาวลึก

ที่นี่ช่างห่างไกลจากเอ็มเมอร์ราลด์ยิ่งนัก

ตลอดหลายวันที่ผ่านมาแม้ทางทราสจะให้การต้อนรับอย่างดียิ่ง แต่กลับไม่มีโอกาสได้พบกับเครนท์ซแม้แต่ครั้งเดียว ราชาแห่งทราสดูยุ่งกับภารกิจต่างๆ มากมายจนลาเฟียชักรู้สึกว่าตนเองว่างมากไม่เหมือนกับตอนที่อยู่ที่เอ็มเมอร์ราลด์

ร่างบางถอนใจ พรุ่งนี้แล้วสิ หวังว่าทุกอย่างคงดำเนินไปด้วยดี หากไม่เช่นนั้น... ลาเฟียสั่นศีรษะอย่างรวดเร็ว

ไม่! ไม่จำเป็นต้องกังวลอะไรล่วงหน้า ทุกอย่างได้พยายามถึงที่สุดแล้ว หากไม่เป็นผลเขาก็ควรจะยอมรับมัน ร่างบอบบางกระชับเสื้อคลุมตัวใหญ่ที่สวมอยู่เมื่อสายลมอันเยือกเย็นยามค่ำคืนพัดแรงขึ้น จนปอยผมสีเงินที่สะท้อนแสงนุ่มนวลของดวงจันทร์ปลิวระดวงหน้า ลาเฟียหมุนกายกลับเข้าไปในห้อง โดยไม่ตระหนักถึงเงาร่างสูงที่ยืนมองอยู่ในเงามืด จนกระทั่งเงาร่างโปร่งบางในชุดคลุมสีขาวหายลับไปจากหน้าต่าง

เสียงถอนใจแผ่วๆ ดังขึ้น ก่อนเงาร่างสูงนั้นจะลับหายไปเช่นเดียวกัน

–˜–˜–˜–˜–˜

“เช้าแล้วนะครับลาเฟีย..ท่านลาเฟีย...” เมื่อไม่ได้ยินเสียงขานรับ ดาห์เรนจึงคุกเข่ามองใบหน้างดงามตรงหน้าที่ยังคงหลับสนิทอย่างแปลกใจ มือเล็กจึงเอื้อมมือไปแตะท่อนแขนเรียวตรงหน้าแล้วก็ใจหายวูบ

“ลาเฟีย..เป็นอะไรไป” ดาห์เรนอุทานเมื่อเห็นร่างนั้นยังคงไม่มีปฎิกิริยา มือเล็กเขย่าแรงขึ้นเล็กน้อยก่อนจะค่อยยิ้มออกมาอย่างโล่งใจเมื่อเปลือกตาบางใสกระพริบช้าๆ ดวงตาสีมรกตพร่ามัวเล็กน้อยก่อนจะจับภาพตรงหน้าชัด ดาห์เรนค่อยประคองร่างบางขึ้นนั่ง ลาเฟียเหลือบตามองออกไปทางหน้าต่างเมื่อรู้สึกถึงแสงสว่างที่ทาบทาเข้ามาในห้อง

“นี่ร่างกายข้าคงสูญเสียพลังไปมากกว่าที่คาดไว้” ลาเฟียพึมพำเบาๆ เมื่อตระหนักว่าร่างกายตนเองต้องการเวลาพักผ่อนยาวนานกว่าเดิม เรียวปากงามคลี่ยิ้มเมื่อเห็นสีหน้าตกใจของดาห์เรน พร้อมกับเอื้อมมือไปไล้ปลายนิ้วเกลี่ยน้ำตาให้อย่างปลอบโยน ทำให้ดาห์เรนยื่นแขนเรียวกอดร่างตรงหน้าไว้แน่น

“อย่ากลัวไปเลยดาห์เรน ข้ายังมีเวลาอีกพอควร และหากวันนี้ ผู้นำแห่งทราสยินยอมให้เรานำซาลไมต์กลับไป ข้าอาจมีเวลาอยู่กับเจ้าอีกยาวนาน”

“ลาเฟีย ข้าภาวนาให้เป็นเช่นนั้น ข้าไม่ยอมเสียท่านไป ข้าไม่อาจดูแลเอ็มเมอร์ราลด์แทนท่านได้แน่”

“อย่าพูดอย่างนั้นสิ เจ้าเพียงแต่ไม่อยากโตเพราะไม่อยากรับผิดชอบ ไม่ใช่ไม่มีความสามารถ เจ้าเองก็เปรียบเสมือนน้องชายของข้า ชาวเอ็มเมอร์ราลด์จะยอมรับเจ้าได้แน่” ลาเฟียยิ้มอ่อนโยนขณะซ่อนแววกังวลไว้

–˜–˜–˜–˜–˜

“ขอยืมซาลไมต์ เป็นเวลาสามเดือน” เครนท์ซทวนคำเบาๆ แล้วมองร่างที่นั่งเผชิญหน้า มือเล็กเรียวไขว้ประสานกันอยู่บนตักอย่างเรียบร้อย แววตาสีมรกตสบตาเขาอย่างแน่วแน่เมื่อพยักหน้ารับ

“ใช่ เราพร้อมที่จะรับฟังความต้องการของทราส เพื่อใช้เป็นข้อแลกเปลี่ยนกับการขอยืมซาลไมต์ ดังนั้นหวังว่าท่านจะพิจารณาคำขอร้องครั้งนี้”

“ข้อแลกเปลี่ยนนั่นไม่สำคัญ แต่เจ้าจะไม่บอกเหตุผลอะไรเลยอย่างนั้นหรือ อัญมณีแห่งพลัง ‘ซาลไมต์’ มีพลังมหาศาลที่ทุกคนล่วงรู้ เอ็มเมอร์ราลด์คิดจะขอยืมโดยไม่แจ้งเหตุผลสักคำ เจ้าคิดว่าเราจะเอาอะไรมาพิจารณา” ลาเฟียนิ่งไปครู่หนึ่ง

“หากมันเป็นสิ่งสำคัญที่ท่านต้องใช้ในการตัดสินใจ ข้าก็สามารถบอกต่อท่านได้” ลาเฟียเอ่ยช้าๆ ทำให้ดวงตาสีอำพันของดาห์เรนที่มองอย่างกระวนกระวายเบื้องหลังอุทานเบาๆ

“ท่านลาเฟีย....” ดาห์เรนหยุดชะงักแล้วก็เม้มริมฝีปาก เมื่อเห็นท่าทางตัดสินใจแล้วของลาเฟีย

“เมื่อ 1 ปีก่อน มีกลุ่มอุกาบาตตกลงมาที่เอ็มเมอร์ราลด์ และมันได้นำโรคระบาดรุนแรงมาด้วย ข้า...เอ่อ...ราชาของเราได้ทุ่มเทพลังไปในการยับยั้งโรคระบาดนั้นจนกระทั่งสูญเสียพลังชีวิตเกือบทั้งหมดไป เราพยายามทุกวิธีแล้วเพื่อรักษาอาการราชาของเรา แต่ก็ไร้ผล” ดวงตาสีมรกตมีริ้วรอยอ่อนล้าขณะหรุบลงมองมือตนเองที่ประสานกันไว้บนตัก ทำให้ดวงตาคมกริบที่มองมาหรี่ลงเล็กน้อยอย่างสงสัย

“ข้ารู้มาว่าชาวเอ็มเมอร์ราลด์สามารถดึงพลังจากธรรมชาติมาใช้ฟื้นฟูตนเอง ไม่ใช่หรือ”

“ใช่ แต่หากสูญเสียพลังไปมากเกินไป การดึงพลังจากธรรมชาติทั่วๆ ไปมาใช้ก็มีข้อจำกัดเช่นกัน ดังนั้นซาลไมต์ อัญมณีที่มีพลังสูงสุดของจักรวาลจึงเป็นวิธีเดียวที่เราคิดว่าจะสามารถฟื้นฟูพลังของราชาแห่งเอ็มเมอร์ราลด์ได้” ดวงตาทรงอำนาจมองร่างโปร่งบางตรงหน้า แล้วถอนใจ

“ถึงแม้เหตุผลของเจ้าจะสำคัญ แต่ข้าต้องขอเวลาพิจารณาดูก่อน เพราะซาลไมต์เป็นสัญลักษณ์ของทราส ไม่ใช่ของที่จะมอบให้กับผู้ใดได้โดยง่าย และข้าไม่ต้องการให้เกิดปัญหาขึ้นมา” ดวงตาสีมรกตลึกล้ำหรุบลงมองมือที่ประสานกันของตนก่อนจะเอ่ยถามเสียงแผ่ว

“ท่านจะใช้เวลาในการพิจารณาเรื่องนี้นานเท่าใด” แล้วข้าจะมีเวลามากพอหรือไม่ ลาเฟียถามต่อในใจซ่อนความกังวลไว้

“ไม่เกินหนึ่งเดือน ข้าจะให้คำตอบกับท่าน ในระหว่างนี้เจ้าพักอยู่ที่นี่ได้ตามสบาย” เสียงถอนใจแผ่วเบาจากร่างบาง ขณะที่ดาห์เรนมองลาเฟียอย่างตระหนกดวงตาสีอำพันมีแววหวั่นไหว

“แต่ท่านลาเฟียตั้งหนึ่งเดือน หากเกิดอะไรขึ้นกับ....” วงหน้างดงามหันมามองแล้วก็ยิ้มอย่างปลอบโยน

“เดือนเดียว อาจไม่เป็นไร ดาห์เรนอย่ากังวลให้มากนักเลย” ลาเฟียหันกลับมา

“ถ้าเช่นนั้นข้าจะรอ ขอบคุณที่กรุณาพิจารณาคำขอร้องของเรา” ลาเฟียก้มศีรษะเล็กน้อยก่อนจะหมุนตัวจากไป

–˜–˜–˜–˜–˜

ร่างโปร่งบางยืนอยู่ท่ามกลางอุทยาน เงยหน้าขึ้นเล็กน้อยเมื่อสายลมอ่อนบางพัดบางเบามาปะทะผิวหน้า ลาเฟียรับรู้ถึงพลังธรรมชาติอันอ่อนโยนที่ไหลเวียนอยู่รอบกาย ร่างบางทดลองยื่นมือออกไปตรงหน้า แล้วก็ถอนใจอย่างผิดหวังเมื่อไม่สามารถรับพลังที่อยู่รอบกายได้เหมือนทุกครั้ง

เหลือเพียง “ซาลไมต์” คงเป็นหนทางสุดท้ายเท่านั้นจริงๆ ร่างบางหมุนตัวกลับแล้วก็ชะงัก เมื่อได้ยินเสียงคำรามปนครางหงิงๆ อย่างตกใจของอะไรบางอย่าง ดวงตางดงามกวาดมองหาแล้วอุทานเบาๆ เมื่อเจอต้นเหตุของเสียง

ร่างสูงที่กำลังเดินผ่านทางเดินที่ทอดยาวออกสู่อุทยานธรรมชาติชะงักเล็กน้อย เมื่อมองเห็นร่างที่ยืนหันหลังริมธารน้ำตก ปอยผมสีเงินทิ้งตัวเหยียดยาวจนแทบจรดพื้นสะท้อนประกายจนเป็นรัศมีงดงามจับตา เครนท์ซขยับพร้อมกับเอ่ยทัก เมื่อเห็นร่างนั้นทำท่าจะก้าวเดินลงน้ำ

“ลาเฟีย เจ้าจะทำอะไร” ลาเฟียชะงักเท้าพร้อมกับหันกลับมาอย่างตกใจ

“ท่าน..เอ่อ..ข้าเพียง..” ดวงตางดงามเหลือบมองไปกลางธารน้ำอย่างรวดเร็วแล้วก็เบาใจ เมื่อเห็นเจ้าตัวเล็กตะกายไปเกาะกิ่งไม้ริมน้ำไว้ได้ สายตาของเครนท์ซมองตามแล้วก็เข้าใจ เมื่อเห็นลูกเสือดำตัวหนึ่งพยายามตะกายกิ่งไม้ ขนที่เดิมคงฟูหนาเพราะยังไม่ถึงเวลาผลัดขน แต่ตอนนี้ลีบแบนเพราะเปียกน้ำ

ร่างสูงยื่นมือออกไป พลังลมหมุนวนดึงดูดวูบหนึ่ง ลูกเสือน้อยตัวนั้นครางอย่างตกใจเมื่อจู่ๆ ตัวมันก็ลอยขึ้นแล้วตกปุลงในอุ้งมือใหญ่แข็งแรง กรงเล็บมันตวัดทันทีด้วยความตกใจแม้จะเป็นแค่ลูกเสือแต่เล็บอันคมกริบยังคงฝากรอยไว้บนอุ้งมือใหญ่ไว้ได้

“ท่านเครนท์ซ!!!...” ลาเฟียอุทานอย่างตกใจเมื่อเห็นโลหิตไหลซึมออกมา

“ตกใจอะไร แค่ลูกเสือข่วน ไม่ใช่แม่ของมันตะปบสักหน่อย” เครนท์ซเอ่ยเบาๆ อย่างไม่ใส่ใจขณะวางเจ้าตัวเล็กลงบนมือเล็กที่เอื้อมมารับอย่างอัตโนมัติ

“เจ้าตัวนี้อีกแล้ว คราวนี้หนีมาซนถึงนี่ คนเลี้ยงคงไม่ทันดูล่ะซิ” เครนท์ซพิจารณาเจ้าตัวเล็ก ไม่สนใจกับบาดแผลที่มือ ลาเฟียเม้มริมฝีปากมองบาดแผลนั้นแล้วรู้สึกผิดเล็กน้อย

“ข้าเสียใจ” ลาเฟียพึมพำขณะจับเจ้าตัวปัญหาที่คงหายตกใจแล้วไว้มือหนึ่ง มืออีกข้างหนึ่งแตะไปที่รอยข่วนสองสามรอยนั่น เครนท์ซมองอย่างแปลกใจเมื่อรู้สึกร้อนผ่าวที่มือ แล้วรอยแผลค่อยๆ สมานกันทีละน้อยจนกระทั่งหายสนิท

“ข้าเพิ่งได้เห็นพลังของชาวเอ็มเมอร์ราลด์กับตานี่เอง” เครนท์ซเอ่ยอย่างประหลาดใจ

“เมื่อเทียบกับพลังและอำนาจของชนเผ่าต่างๆ สิ่งนี้ก็เป็นแค่พลังเล็กน้อยเท่านั้น” ลาเฟียเอ่ยเบาๆ

“ไม่ ข้าคิดว่ามันเป็นพลังที่พิเศษมาก” ลาเฟียเงยหน้ามองแต่เมื่อสบตาสีดำสนิทคมกริบคู่นั้นก็หลบตาลงพร้อมกับประหลาดใจ เมื่อรู้สึกหัวใจกระตุกเล็กน้อย เสมองเจ้าตัวเล็กในมือแล้วก็ขมวดคิ้วเมื่อเห็นร่างนั้นเปียกโชกหนาวจนตัวสั่นระริก ลาเฟียทรุดนั่งลงพร้อมกับใช้ชายเสื้อคลุมค่อยๆ เช็ดขนนุ่มให้อย่างเบามือ

พอขนเริ่มแห้งสนิทเจ้าตัวเล็กก็เริ่มมีเรี่ยวแรงซุกซน มันเอียงคอมองปอยผมสีเงินที่ทอดยาวผ่านหน้ามันลงไปกองที่พื้นอย่างสงสัย แล้วก็ใช้กรงเล็บเล็กๆ ตะปบอย่างสนใจ

“เอ๊ะ..” เสียงอุทานเบา พร้อมกับจุ๊ปากห้าม แต่เจ้าตัวเล็กคงกำลังสนุกจึงเล่นต่ออย่างเพลิดเพลิน เครนท์ซยิ้มเมื่อมองภาพตรงหน้า ตอนนี้ร่างบอบบางตรงหน้าดูแจ่มใสไร้เดียงสาจนน่าประหลาดใจ ต่างกับบุคลิกนุ่มนวลและสง่างามเมื่อยามปกติ

“ให้ข้าช่วยไหม” เครนท์ซถามก่อนจะก้มลงเอื้อมมือไปช่วยรวบผมยาวสลวยของคนตรงหน้าไว้อย่างไม่รอคำตอบ ลาเฟียเงยหน้ามองอย่างตกใจก่อนจะหลบตาแล้วลุกขึ้นยืนอย่างรวดเร็ว

แม้ลาเฟียจะไม่เตี้ยนักเมื่อเทียบกับชายทั่วไป แต่ถ้าเทียบกับเครนท์ซก็ถือว่าเล็กกว่ามาก ร่างบอบบางจึงแทบจะอยู่ในอ้อมอกของเครนท์ซจนสัมผัสได้ถึงลมหายใจแผ่วเบา เครนท์ซก้มลงมองลาเฟีย

“เอ่อ....ขอบคุณ” ลาเฟียเอ่ยเบาๆ มองอุ้งมือใหญ่ที่ยังรวบปอยผมยาวสลวยไว้ไม่ยอมปล่อยจนทำให้ไม่สามารถถอยหลังไปได้ เครนท์ซสูดลมหายใจลึกเมื่อได้กลิ่นหอมรวยรินจากร่างบางก่อนจะเอ่ยถาม

“สีผมของชาวเอ็มเมอร์ราลด์งดงามมาก แต่ไว้ยาวขนาดนี้คงทำความยุ่งยากให้เจ้าไม่น้อย” ร่างบางอึกอักเมื่อคิดในใจว่า ‘เพิ่งจะรู้สึกยุ่งยากก็ตอนนี้แหละ’

“ท่านลาเฟีย ลาเฟีย” เสียงเรียกดังแว่วมาทำให้ เครนท์ซปล่อยมือจากปอยผมนุ่มช้าๆ ลาเฟียถอยกายไปสองก้าวอย่างรีบร้อนใบหน้าแดงเรื่อเล็กน้อย ดาห์เรนก้าวตรงมาอย่างรวดเร็ว โดยมีฟอกซ์เดินตามมาห่างๆ

“ลาเฟีย ท่านอยู่นี่เอง” ดาห์เรนอุทานอย่างโล่งใจ

“ขอโทษที่ทำให้เป็นห่วงดาห์เรน ข้าเผลอเดินไกลออกมาเล็กน้อย”

“ความจริงท่านดาห์เรนไม่ต้องเป็นห่วงมากอย่างนี้ ที่นี่การรักษาความปลอดภัยเข้มงวดมากนะครับ” ฟอกซ์เอ่ยเสริม

“จะไม่ให้ข้าเป็นห่วงได้อย่างไร ก็ร่างกายท่านลาเฟีย...”

“ข้าไม่เป็นไรหรอกดาห์เรน เจ้าก็เห็นที่นี่ปลอดภัยดี” ลาเฟียขัดขึ้นมาอย่างนุ่มนวล ทำให้ดาห์เรนชะงักเล็กน้อยก่อนจะก้มศีรษะลง พอมองเห็นลูกเสือในมือจึงเอ่ยต่ออย่างกังวลเพราะรู้ถึงนิสัยอ่อนโยนของลาเฟียดี

“ท่านคงไม่ได้ใช้พลังอะไรไปกับเจ้าลูกเสือน้อยตัวนี้หรอกนะ” ลาเฟียอมยิ้มสบตากังวลของดาห์เรนอย่างเข้าใจ รู้ว่าคนตรงหน้าไม่อยากให้เขาใช้พลังที่เหลืออยู่ไม่มากนัก เพราะอาจจะเป็นอันตรายได้

“ไม่ ข้าไม่ได้ใช้พลังไปรักษาลูกเสือตัวนี้หรอก” เจ้าของดวงตาสีมรกตปฏิเสธพร้อมกับรอยพราวระยับในดวงตา เมื่อคิดในใจว่าถ้าเป็นเสือตัวใหญ่ตรงหน้านี่ละก็...ใช่ แต่เมื่อเหลือบสายตาไปที่ร่างสูงตรงหน้า ลาเฟียก็หน้าแดงเรื่อ เมื่อดวงตาคมคู่นั้นจับจ้องมาราวกับรู้ว่าตนกำลังคิดอะไรอยู่

เครนท์ซเงยหน้าเมื่อทหารคนหนึ่งก้าวตรงมาอย่างรีบร้อน ก้มศีรษะลงพร้อมกับรายงาน

“ท่านเครนท์ซ มีการติดต่อจากฟีเดลครับ”

“ฟีเดลหรือ?” ร่างสูงขมวดคิ้วเล็กน้อยแล้วก็ถอนใจ ก่อนจะหันกลับมาเอ่ยกับลาเฟีย

“ในเมื่อเจ้าชอบมัน ข้ายกเจ้าตัวเล็กนี้ให้เจ้าดูแลแทนคนเลี้ยงก็แล้วกัน ตอนนี้เริ่มเย็นแล้ว ที่นี่อากาศจะค่อนข้างหนาวในตอนกลางคืน คงต่างจากอากาศที่เอ็มเมอร์ราลด์ เจ้าควรจะเข้าไปพักผ่อนได้แล้ว” เครนท์ซเอ่ยเตือนก่อนที่จะผละออกไปอย่างเงียบๆ

ฟอกซ์ก้มศีรษะให้กับทั้งคู่ก่อนจะเดินตามผู้เป็นนายไป ร่างสูงชะงักเท้าก่อนที่จะเดินลับมุม ดวงตาคมกริบหันกลับมามองเงาร่างโปร่งบางทั้งคู่ ดวงตาอ่อนแสงลงด้วยรอยยิ้มเมื่อพบว่าเจ้าของร่างนั้นกำลังพยายามจัดการกับเจ้าตัวยุ่งที่อยู่ในมือ ไม่ให้ก่อกวนกับเส้นผมยาวสลวยของตน

–˜–˜–˜–˜–˜

“เคธาน ปัญหาการกระทบกระทั่งของฟีเดลกับอัสวานเกิดขึ้นหลายครั้งแล้วนะ ในฐานะที่ข้าเป็นผู้นำสหพันธ์ ขอเตือนให้เจ้ายุติปัญหานี้ลงก่อนที่จะประชุมครั้งหน้า” เครนท์ซเอ่ยเสียงเรียบขณะมองไปยังร่างสูงในเครื่องแบบสีน้ำเงินเข้มของราชาแห่งฟีเดลในจอภาพเบื้องหน้า เคธานขมวดคิ้ว ดวงตาสีน้ำเงินเข้มมีประกายโทสะเล็กน้อย

“เครนท์ซ ท่านเองก็รู้ดีพอๆ กับข้า นี่ 3 ครั้งแล้วนะที่จาร์ซัสแห่งอัสวานทำเช่นนี้ ฟีเดลไม่เคยลุกล้ำอาณาเขตของผู้ใด และก็จะไม่ยอมให้ใครมาทำเช่นนั้นกับฟีเดลเด็ดขาด” เครนท์ซมองเพื่อนสนิทแววตานั้นยิ่งเยือกเย็นลง

“ข้ารู้ และข้าไม่ได้ขอให้เจ้าอดทน เรื่องบางเรื่องไม่สามารถทำได้บนโต๊ะประชุม จัดการเรื่องนี้ซะเคธาน ก่อนที่ปัญหาพวกนี้จะลุกลามไปยังดาวดวงอื่นๆ ตอนนี้สหพันธ์จะยังไม่เข้าไปยุ่งในเรื่องกระทบกระทั่งเล็กน้อยของพวกเจ้า”

“ตกลงท่านผู้นำ ข้าจัดการได้แน่ และต่อไปอัสวานจะได้บทเรียนว่าไม่ควรที่จะรุกรานใครอีก” เครนท์พยักหน้ารับก่อนสั่ง

“ยกเลิกการติดต่อ”

เมื่อสัญญาณบนจอภาพดับหายไป เครนท์ซเอนตัวลงพิงเก้าอี้แตะปลายนิ้วชนกันอย่างครุ่นคิด ฟอกซ์เอ่ยอย่างระวัง

“ท่านเครนท์ซ หากสู้รบกันซึ่งหน้าอัสวานไม่มีทางทานกำลังของท่านเคธานได้แน่ แต่จาร์ซัสแห่งอัสวานเจ้าเล่ห์ดุจจิ้งจอก และเมื่อกล้าแหย่เคธานแสดงว่าต้องมีแผนอะไรแอบแฝงแน่”

“ข้ารู้ ฟอกซ์ แต่พลังของเคธานเป็นรองก็เพียงข้าเท่านั้น ตอนนี้ข้าคงได้แค่ดูอยู่ห่างๆ ฐานะของข้าเข้าไปยุ่งมากกว่านี้ไม่ได้ แต่เคธานเองก็รู้จักจาร์ซัสดีคงไม่เพลี่ยงพล้ำง่ายๆ หรอก”

“ครับท่าน”

–˜–˜–˜–˜–˜–˜–˜–˜–˜–˜

จบบทที่ 2

the eternities บทที่ 1

อาจเป็นเพราะช่วงฤดูหนาวที่ยาวนานกว่าปกติ แนวของเทือกเขาสูงลิ่วสลับซับซ้อนที่ทอดตัวยาวอยู่เบื้องหน้าจึงถูกปกคลุมด้วยหิมะ จนมองดูราวกับทุกสรรพสิ่งมีแต่สีเทาของขุนเขาและสีขาวสะอาดของหิมะ ตอนเหนือของทราสตอนนี้จึงงดงามและยังคงหนาวเย็นยิ่งนัก แต่เงาร่างสูงสง่าที่ยืนโดดเด่นบนยอดเขากลับดูไม่นำพากับอากาศที่เย็นยะเยือก และสายลมที่กรรโชกแรงขึ้นจนเสื้อคลุมสีดำสนิทที่สวมอยู่ปลิวสะบัด เผยให้เห็นเครื่องแบบทหารรัดกุมสีดำขลิบทอง

นิโคเดมัส เครนท์ซ ราชาผู้ปกครองดาวทราส ผู้ซึ่งได้รับการขนานนามเมื่อครั้งสงครามอันยิ่งใหญ่ระหว่างดวงดาวเมื่อหลายปีก่อนว่า “แบล็คแห่งทราส”

ทราส ดวงดาวที่เจริญด้วยเทคโนโลยีและยิ่งใหญ่ด้วยอำนาจทางการทหาร แต่พลังและอำนาจที่มีอยู่กลับยิ่งทำให้ร่างสูงว่างเปล่าและโดดเดี่ยวยิ่งขึ้น ดวงตาสีดำสนิททรงอำนาจและเยือกเย็นคู่นั้นเหม่อมองไปยังท้องฟ้าสีครามเบื้องหน้า ราวกับจะค้นหาเงาร่างหนึ่งที่สลักลึกในความทรงจำ

.....อีกเพียงไม่กี่วันก็ครบกำหนดสัญญา อีกไม่กี่วันเท่านั้น....

สัญญาณเบาๆ ดังขึ้นรบกวนความคิด พร้อมกับเสียงรองผู้บัญชาการทหารแห่งทราส “ท่านเครนท์ซถึงเวลาเดินทางแล้ว ในฐานะผู้นำสหพันธ์ท่านคงไม่อยากไปสายในการประชุมครั้งนี้หรอกนะ”

เสียงถอนหายใจแผ่วเบาดังขึ้น ขณะที่เงาร่างนั้นวูบหายไปจากยอดเขาราวกับสายลม

–˜–˜–˜–˜–˜

ห่างออกไปยังดาวที่อยู่อีกฟากหนึ่งของห้วงจักรวาลอันไกลโพ้น ดาวดวงเล็กที่รักสงบและงดงามด้วยธรรมชาติ ซึ่งวิถีชีวิตที่ธรรมดาและเรียบง่าย แตกต่างดาวอื่นๆ

แต่ขณะนี้บรรยากาศของเอ็มเมอร์ราลด์กลับปกคลุมด้วยความหม่นหมอง ทุกคนกำลังสวดภาวนาให้กับ นาธาเนียล ลาเฟีย ผู้ซึ่งกำลังจะเดินทางไปสู่หุบผานิรันดร์ หุบผาอันงดงามซึ่งเป็นสถานที่ทอดร่างของผู้นำทุกรุ่นเมื่อสิ้นอายุขัย แม้ชาวเอ็มเมอร์ราลด์จะมีพลังอำนาจในการรักษาและเยียวยาสูงเพียงใด แต่กลับไม่มีผู้ใดสามารถรักษาราชาของตนได้ เพราะแม้แต่พลังอันสูงสุดของผู้เป็นราชายังทำได้เพียงยืดพลังชีวิตของตนเองเท่านั้น

ภายในปราสาทหินอ่อนสีขาว ที่แทรกอยู่ท่ามกลางหุบเขาอันเป็นอาณาเขตราชฐานของเอ็มเมอร์ราลด์ ร่างสูงโปร่งในชุดเสื้อคลุมสีขาวสะอาดยาวจรดพื้น รวบเอวด้วยเชือกถักสีทองทิ้งพู่ระชายเสื้อคลุม ยืนหันหลังเหม่อมองออกไปนอกหน้าต่าง ผมนุ่มสลวยที่ทิ้งตัวลงยาวเกือบจรดชายเสื้อคลุมจนดูราวกับม่านไหมสีเงิน ถูกสายลมบางเบาพัดจนได้กลิ่นหอมอ่อนๆ กำจาย ปะปนกับกลิ่นหอมของบุปผชาติหลากหลายพันธุ์จากอุทยาน

ราชาแห่งเอ็มเมอร์ราลด์ ถอนใจเบาๆ ก่อนจะหมุนกายกลับมา เผยให้เห็นวงหน้างดงามราวกับรูปสลักอันวิจิตร แม้ขณะนี้จะซีดเผือดเพราะพลังชีวิตที่เริ่มอ่อนแอลงทุกขณะ ดวงตาสีมรกตจับจ้องอยู่ที่ ‘ซาลไมต์” รับรู้พลังอันรุนแรงและมหาศาลของ ‘อัญมณีแห่งจักรวาล’ ที่อยู่ในมือ สามเดือนที่ผ่านมามันได้ช่วยยืดระยะเวลาและชีวิตเขาให้คงอยู่มาจนถึงทุกวันนี้ ตอนนี้คงเป็นเวลาที่จะคืนซาลไมต์ให้กับเจ้าของของมันตามสัญญาแล้ว

เวลาสามเดือนช่างผ่านไปรวดเร็วแต่ก็นับว่าเพียงพอ เพราะตอนนี้ภาระงานของเขาถูกสะสางจนหมดสิ้น ไม่มีอะไรต้องกังวลอีกแล้ว ดวงตาของลาเฟียมองไปยังกลุ่มคนที่ยืนอยู่เบื้องหน้า ริมฝีปากงามคลี่ยิ้มอย่างปลอบประโลมเมื่อเห็นแววตารับรู้เหล่านั้น โดยเฉพาะเจ้าของดวงตาสีอำพันที่เอ่อคลอด้วยน้ำตา

“ดาห์เรน” ราชาคนต่อไปที่ถูกเลือกไว้เพื่อดูแลเอ็มเมอร์ราลด์ ควรจะวางใจได้แต่เหตุใดจึงยังรู้สึกค้างคาเช่นนี้ เปลือกตาบางใสของลาเฟียหรุบลงปิดบังความในใจ หรือเป็นเพราะ ........... เสียงทอดถอนใจดังแผ่วเบา แล้วริมฝีปากบางก็ฝืนยิ้มเมื่อหวนคำนึงถึงร่างสูงแข็งแกร่งที่ดูราวกับไม่เคยหวั่นไหวต่อสิ่งใด เจ้าของดวงตาสีดำสนิทที่เยือกเย็นและลึกล้ำยิ่งกว่าอัญมณีในมือ

“ลาก่อน” เสียงกระซิบอันอ่อนหวานระคนโศกเศร้าราวกับจะฝากฝังกับมณีในมือให้บอกกล่าวผู้ที่อยู่ยังดวงดาวอันไกลโพ้น ช่างเป็นการลาจากที่แสนเจ็บปวดและอ้างว้างในเมื่ออีกฝ่ายหนึ่งไม่ได้รับรู้แม้แต่น้อย นิ้วเรียวค่อยๆ วางซาลไมต์ลงบนโต๊ะ

วินาทีที่ซาลไมต์หลุดพ้นจากปลายนิ้ว ลาเฟียรู้สึกถึงคลื่นพลังงานจากซาลไมต์ที่เคยถ่ายทอดผ่านเข้าสู่ร่างกายจางหายไป

ร่างบอบบางค่อยๆ ทอดตัวลงนอนบนแท่นแก้วคริสตัลสีฟ้าใสซึ่งจะช่วยรักษาสภาพร่างกายเมื่อพลังชีวิตทั้งหมดสูญสลายไป ดวงตางดงามปิดลงช้าๆ ขณะลมหายใจเริ่มแผ่วเบาลงจนแทบจะขาดห้วง สติเริ่มเลือนหายไปพร้อมกับความมืดที่เข้าครอบงำอย่างรวดเร็ว

พลังงานสีเงินรวมตัวกันก่อรูปเป็นร่างโปร่งใสยืนเคว้งคว้างท่ามกลางความมืด ก่อนจะมองเห็นแสงสว่างงดงามที่เบื้องหน้า เงาร่างนั้นจึงก้าวตรงสู่อุโมงค์สว่างไสวที่ทอดยาวอยู่ตรงหน้าโดยไม่หันกลับมามองแม้เพียงแวบ ราชาแห่งเอ็มเมอราลด์ขณะนี้พร้อมที่จะเดินทางสู่หุบผานิรันดร์แล้ว

ทุกคนก้มศีรษะและคุกเข่าลง ดวงตาสีอำพันของดาห์เรนปรากฏเงาน้ำตารื้นขึ้นเมื่อมองร่างของลาเฟียราชาผู้ปกครองเอ็มเมอราลด์ ที่นอนสงบนิ่งตรงหน้า พร้อมกับพลังชีวิตที่ค่อยๆ อ่อนลงทุกขณะ อีกเพียง 15 ราตรีร่างงดงามนี้ก็จะจากไปชั่วนิรันดร์

ยากยิ่งนักที่จะทำใจยอมรับกับการสูญเสียผู้ที่เป็นที่รักยิ่ง ความเศร้าโศกปกคลุมทั่วดวงดาว ชาวเอ็มเมอร์ราลด์ทุกคนต่างรับรู้ถึงกระแสความอบอุ่นอ่อนโยนที่ขาดหายไป

“ข้าจะทำตามที่ท่านสั่งได้อย่างไร ลาเฟีย” เสียงพึมพำผะแผ่วหลุดรอดออกมา ดาห์เรนมองใบหน้าที่ราวกับรูปสลักอันวิจิตร และผมสีเงินเหยียดยาวที่ทอดตัวปกคลุมร่างนั้น

ดาห์เรน เราต้องคืนซาลไมต์ให้กับทราสไป ข้าไม่ต้องการให้ชาวเอ็มเมอราลด์ถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้ไม่รักษาคำสัญญา’ เสียงกระซิบอ่อนหวานดังแว่วขึ้นมาในความคิด เมื่อเขาเคยพยายามโต้แย้งและเสนอให้ลาเฟียเก็บซาลไมต์ไว้ต่อ แต่ก็ไม่เป็นผล

“ข้าทำไม่ได้ ลาเฟีย ข้าเสียใจ ข้าไม่อาจเห็นท่านจากไปเช่นนี้ได้” ร่างเล็กบอบบางของดาห์เรนผุดลุกขึ้นทันที หยิบมณีนั้นวางกลับลงบนร่างที่นอนสงบเบื้องหน้า

“ท่านดาห์เรน จะทำอะไร ท่านจะขัดคำสั่งของท่านลาเฟียอย่างนั้นหรือ” เสียงอุทานอย่างตระหนกดังขึ้นมาทางเบื้องหลัง ดวงตาสีอำพันหันกลับมาอย่างไม่ยอมแพ้

“ใช่ เพราะข้าจะไม่ยอมเสียลาเฟียไป มันต้องมีวิธีที่ดีกว่านี้” ดาห์เรนหลับตาลงเมื่อพยายามทุ่มเทพลังเพื่อเชื่อมโยงพลังชีวิตที่เบาบางของลาเฟีย กับพลังอันมหาศาลของซาลไมต์อีกครั้ง มือเล็กบางสั่นระริกขณะที่เหงื่อเม็ดเล็กผุดพรายทั่วหน้าผากเนียน กลุ่มคนที่ยืนอยู่เบื้องหลังสบตากันวูบก่อนจะเอื่อมมือไปสัมผัสไหล่ของดาห์เรน พลังแห่งการเยียวยาของบรรดาผู้นำแห่งเอ็มเมอร์ราลด์เริ่มเชื่อมต่อกับซาลไมต์

ดาห์เรนรับรู้ถึงพลังงานจากอัญมณีที่ถ่ายทอดเข้าสู่ร่างลาเฟียอีกครั้ง แต่สิ่งนั้นกลับสูญเปล่าเมื่อขาดการตอบรับจากร่างที่นอนสงบนิ่งอยู่ แม้พลังจะกล้าแข็งเพียงใดกลับไม่สามารถล่วงผ่านอุโมงค์สีเงินนั้นเข้าไปได้ ลาเฟียอยู่ไกลเกินไป

“ท่านตัดใจจากพวกเราได้จริงหรือ ลาเฟีย ได้โปรดกลับมาเถอะ” ดาห์เรนพึมพำเสียงพร่า ทำไมถึงยังไม่มีการตอบรับจากร่างที่นอนสงบนิ่ง ทำไมลาเฟียไม่ยอมรับพลังของซาลไมต์หรือพลังของพวกเขาจะไม่สามารถเชื่อมโยงพลังของทั้งคู่เข้าหากันได้

“ลาเฟีย ข้าจะทำอย่างไร” เสียงกระซิบถามอย่างสิ้นหวัง

เวลาผ่านไปเนิ่นนานแต่ร่างเล็กที่นั่งคุกเข่าอยู่เบื้องหน้าแท่นไม่ยอมขยับ มองผ่านม่านสีขาวบางเบาที่ถูกรูดปิดทำให้มองเห็นร่างงดงามที่นอนอยู่นั้นรางเลือนราวกับภาพฝัน

–˜–˜–˜–˜–˜

ในห้วงอวกาศอันเป็นเขตกลางของสหพันธ์แห่งดวงดาว ขณะนั้นเต็มไปด้วยยานของผู้ปกครองดวงดาวต่างๆ ซึ่งเป็นสมาชิกของสหพันธ์ และยานพิฆาตที่ทำหน้าที่คุ้มกันจำนวนมาก

ภายในห้องประชุมอันกว้างใหญ่บนยานโคเม็ต ซึ่งเป็นยานของผู้นำแห่งสหพันธิ์ได้ถูกรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวด เนื่องจากกำลังมีการประชุมครั้งประวัติศาสตร์ ของบรรดาเหล่าผู้นำต่างๆ มาร่วมลงนามในสัญญาสันติภาพหลังจากที่สามารถบรรลุข้อตกลงร่วมกันได้

จาร์ซัสแห่งอัสวานหนึ่งในบรรดาราชาผู้ปกครองดวงดาว ประทับตราของอัสวานลงบนสัญญา ใบหน้าเย็นชาและดูเหี้ยมเกรียมจากรอยแผลเป็นด้านซ้ายที่ขีดยาวพาดจากโหนกแก้มถึงมุมปาก ดวงตาสีเทาเช่นเดียวกับสีผมซึ่งสั้นเกรียนเกือบติดหนังศีรษะ มีแววโกรธเกรี้ยว

ในใจของจาร์ซัสกำลังคุกรุ่นด้วยโทสะ เมื่อไม่สามารถชักจูงให้ผู้นำคนอื่นให้ยกเลิกข้อตกลงนี้ได้ อัสวานกำลังขาดแคลนทรัพยากรอย่างหนัก เพราะได้ใช้ทรัพยากรเกือบทั้งหมดมาสนับสนุนการทหารและกองทัพ การล่าอาณานิคมจึงเป็นวิธีเดียวที่จะช่วยแก้ไขปัญหานี้ได้ แต่สนธิสัญญาสันติภาพกลับปิดโอกาสนี้ไป ซึ่งหากเขาเพิกเฉยกับสัญญาและไม่ลงชื่อยอมรับ อัสวานจะยิ่งถูกจำกัดทั้งการค้าและการสนับสนุนทางเทคโนโลยีจากดาวอื่นๆ

ดวงตาสีเทาแฝงแววเยือกเย็นและโหดเหี้ยมเมื่อมองไปยัง นิโคเดมัส เครนท์ซ ราชาแห่งทราส ผู้ซึ่งดำรงตำแหน่งผู้นำของสหพันธ์

“ดูท่าทางเจ้าไม่ยอมรับกับสนธิสัญญาฉบับนี้เลยนะ” เสียงทุ้มเบาดังขึ้นพอได้ยินกันเพียงสองคนทำให้จาร์ซัสหันไป ดวงตาทอประกายโทสะวูบเมื่อมองใบหน้าคมเข้มของเคธาน ราชาหนุ่มแห่งฟีเดลซึ่งกำลังมองมาด้วยดวงตาสีน้ำเงินเข้มอย่างรู้ทัน

“เหตุใดข้าจะไม่ยอมรับในเมื่อทุกคนเห็นด้วยเช่นนี้” รอยยิ้มเยาะปรากฏที่มุมปากของเคธาน ขณะเลิกคิ้วเข้มขึ้นเมื่อได้ยินคำตอบห้วนๆ

“ข้าดีใจที่ได้ยินดังนั้น” เคธานย้อน ราชาแห่งฟีเดลไม่เชื่อแม้แต่น้อยว่า จาร์ซัสจะรักษาสัญญา แต่อย่างน้อยก็คงรุกรานผู้ใดโดยเปิดเผยเช่นแต่ก่อนไม่ได้ และเนื่องจากอัสวานและฟีเดลเคยมีข้อพิพาทกันรุนแรงมาก่อน เขาก็อาจจะต้องระวังเพื่อไม่ให้ตนเองต้องตกเป็นฝ่ายรับขณะที่อีกฝ่ายหาโอกาสละเมิดสัญญาฉบับนี้ จาร์ซัสคำรามในคอขณะจะโต้ตอบก็ชะงัก เมื่อเสียงทุ้มแฝงด้วยอำนาจกล่าวขึ้น

“สนธิสัญญานี้จะทำให้เกิดความสงบ ปัญหาทุกอย่างต่อไปนี้จะถูกตกลงด้วยการทูต ข้าหวังว่าทุกคนจะรักษาข้อตกลงนี้ หากผู้ใดละเมิดข้อตกลงจะถือว่าเป็นศัตรูของสหพันธ์” เครนท์ซมองตรงไปยังราชาแห่งอัสวาน ก่อนที่ดวงตาสีดำสนิททรงอำนาจจะกวาดไปยังสมาชิกสหพันธ์คนอื่นๆ ขณะกล่าวปิดประชุม

เมื่อการประชุมสหพันธ์ดวงดาวสิ้นสุดลง ร่างสูงลุกขึ้นตวัดชายเสื้อคลุมก่อนจะหมุนตัวออกไป เมื่อผู้นำเดินพ้นห้องบรรยากาศอันเคร่งเครียดจึงเริ่มคลี่คลายลง เสียงพูดคุยของผู้ปกครองดาวอื่นๆ เริ่มดังขึ้นเบาๆ

ร่างสูงก้าวท้าวอย่างรวดเร็วตามอารมณ์โทสะที่พุ่งสูงขึ้น เขารอ! รอจนกระทั่งวันสุดท้ายของการประชุม แต่กลับไม่เห็นคนที่ต้องการพบมากที่สุด

ไม่! แม้แต่จะส่งข่าวมา ทำไม?

“เครนท์ซ” เสียงเรียกจากเคธาน ทำให้ร่างสูงที่กำลังก้าวอย่างรวดเร็วไปตามทางเดินชะงักหันกลับมา ดวงตาสีดำสนิทมองร่างสูงในเครื่องแบบสีน้ำเงินเข้มของราชาแห่งฟีเดล เพื่อนสนิทและเป็นหนึ่งในผู้ปกครองที่มาร่วมประชุมอย่างพยายามควบคุมอารมณ์

“เครนท์ซ ข้ามีเรื่องต้องบอกกับท่าน” เคธานเอ่ยอย่างเสียงเรียบ เครนท์ซหันมามองดวงตายังคงไม่บ่งบอกความรู้สึก

“มีอะไรหรือ เคธาน”

“ซาร์เมียร์อยู่บนยาน นางมากับข้าด้วย” เครนท์ซชะงักอีกครั้งเมื่อได้ยินชื่อนั้น ซาร์เมียร์พี่สาวต่างมารดาของเคธาน ซึ่งอายุเพียงห่างเดือนกันเท่านั้น ดวงตาสีดำสนิทเยือกเย็นขณะเอ่ยกับเคธานช้าๆ

“นางมาที่นี่ทำไม ข้าเคยเตือนนางแล้วว่าอย่ามาให้ข้าเห็นหน้าอีก” เคธานถอนใจ

“ท่านก็รู้ความมุ่งหวังของนาง” ดวงตาของเครนท์ซทอประกายโทสะเมื่อได้ยินดังนั้น

“เจ้าก็รู้ว่ามันเป็นไปไม่ได้”

“ข้ารู้ เครนท์ซ ว่าหัวใจท่านอยู่ที่ใด และข้าคิดว่าซาร์เมียร์เองก็รู้ แต่นิสัยของนางไม่ยอมแพ้อะไรง่ายๆ”

“ไม่มีประโยชน์ ข้าไม่ต้องการจะพบกับนางอีก และเจ้าก็เตือนนางด้วยหากครั้งนี้นางก่อเรื่องอะไรอีกข้าจะไม่ผ่อนปรนให้เป็นครั้งที่สอง เจ้ารู้ว่าข้าทำได้”

เคธานราชาแห่งฟีเดลมองเพื่อนสนิทอย่างเข้าใจ เพราะความจริงแล้วเขาเองก็ไม่ต่างกับเครนท์ซเท่าไหร่ ครั้งก่อนซาร์เมียร์ทำสิ่งที่แทบไม่อาจอภัยให้ได้จริงๆ ทุกครั้งที่เคธานนึกถึงเหตุการณ์นั้น หัวใจของชายหนุ่มยังหวาดหวั่นกับความรู้สึกที่ใกล้เคียงกับความสิ้นหวัง เขาเองก็เกือบจะสูญเสียสิ่งสำคัญไปเช่นเดียวกับเครนท์ซ

เครนท์ซหมุนตัวกลับจนชายเสื้อคลุมแผ่เป็นวงกว้าง เคธานถอนใจมองร่างสูงที่เป็นทั้งเพื่อนและผู้นำก่อนจะเดินเคียงข้างไปอย่างเงียบๆ เคธานรู้ว่าสิ่งเดียวที่ยับยั้งโทสะของเครนท์ซไว้ได้ในครั้งนั้น นั่นคือความผูกพันที่มีต่อบิดาของเขาราชาแห่งฟีเดลคนก่อน ซึ่งเครนท์ซรักและเคารพเช่นญาติสนิทเท่านั้น

แต่ถ้ามีครั้งที่สอง แม้แต่ความผูกพันนั้นก็คงไม่สามารถยับยั้งโทสะของเครนท์ไว้ได้อีก แม้แต่เขาก็เช่นกัน

–˜–˜–˜–˜–˜

ทุกคนในห้องควบคุมและบัญชาการของยานโคเม็ตลุกขึ้นอย่างรวดเร็ว พร้อมกับทำความเคารพเมื่อเห็นร่างสูงเดินผ่านเข้ามา เครนท์ซตวัดมือเบาๆ อย่างไม่สนใจเป็นเชิงให้ทำงานต่อ ทุกคนจึงก้มศีรษะและสนใจกับงานในหน้าที่ของตน ฟอกซ์ รองผู้บัญชาการทหารของทราสมองไปยังร่างสูงของเคธาน ราชาแห่งฟีเดล แล้วจึงก้าวเข้ามาก้มศีรษะเล็กน้อย

“ท่านเครนท์ซ ท่านเคธาน” เครนท์ซพยักหน้ารับขณะกวาดสายตาไปที่มอนิเตอร์เบื้องหน้า

“เป็นไงบ้าง ฟอกซ์” เคธานทักนายทหารหนุ่มร่างสูงอย่างเป็นกันเอง ฟอกซ์ยิ้มเล็กน้อยก้มศีรษะรับคำทักทายนั้น

“ท่านเคธาน ดีใจที่ได้พบท่านอีกครั้ง”

“หึ เก็บความดีใจไว้ก่อนเถอะเพราะเดี๋ยวเจ้าต้องปวดหัวแน่ คราวนี้ฟีล่าร่ำร้องอยากมาพบเจ้า จนข้าต้องยอมให้นางตามมาด้วย คงอยากให้เจ้าพาเที่ยวเล่นเหมือนเดิม” เคธานเอ่ยถึงฟีล่าซึ่งเป็นน้องสาวคนเล็กร่วมมารดาเดียวกับซาร์เมียร์

ฟอกซ์ยิ้มดวงตาสีน้ำตาลเป็นประกาย เมื่อหวนนึกถึงความซุกซนของน้องสาวคนเล็กของราชาเคธานซึ่งอายุห่างจากเคธานและซาร์เมียร์เกือบ 10 ปี ทำให้ถูกรักและตามใจมาก แต่อุปนิสัยของฟีล่ากลับน่ารักและอ่อนโยนแตกต่างจากความงดงามและเย็นชาของซาร์เมียร์ ตัวเขาเองก็มีน้องสาวเล็กๆ ทำให้อดที่จะเอ็นดูท่านหญิงฟีล่าไม่ได้

“ฟอกซ์ บรรดาผู้นำต่างๆ ที่มาประชุมจะเดินทางกลับภายในพรุ่งนี้ แจ้งบรรดายานของพวกเขาให้เตรียมตัวด้วย หลังจากนั้นให้เตรียมตัวเดินทางกลับทราสได้” เครนท์ซสั่งการ พร้อมกับทรุดตัวลงนั่ง

“ครับท่าน”

“ทำไมต้องรีบขนาดนั้น เครนท์ซ” เคธานเอ่ยอย่างสงสัย

“ข้าต้องการกลับทราสแล้ว ไม่มีประโยชน์อะไรที่จะต้องรั้งรออยู่ที่นี่อีก” ร่างสูงตอบเสียงเรียบ เคธานถอนใจ ในที่สุดก็เอ่ยปากถามสิ่งที่รบกวนจิตใจอยู่ตลอดเวลา

“เครนท์ซ เหตุใดเอ็มเมอร์ราลด์ไม่ส่งคนมาร่วมประชุมครั้งนี้ นอกจากนี้ยังครบกำหนดเวลาสามเดือนที่พวกเขาสัญญากับท่าน ข้าคิดว่าจะพบพวกเขาที่นี่ด้วยซ้ำ” เครนท์ซยังคงเงียบสงบ ไม่ตอบคำถามนั้นขณะที่กำมือแน่น ดวงตาคมกริบหรี่ลงซ่อนโทสะไว้

ออดดดด.............

เสียงสัญญาณจากเครื่องรับกำลังสูงในห้องควบคุมและบังคับการดังขึ้น ทำให้ฟอกซ์หันกลับไปมองอย่างแปลกใจ ชายหนุ่มมองเจ้าหน้าที่ที่รับผิดชอบค้นหาแหล่งที่มาแล้วก็ต้องชะงักอย่างคาดไม่ถึงเมื่อเครื่องแจ้งพิกัดของสัญญาณ เจ้าหน้าที่สื่อสารสบตากับฟอกซ์วูบ ก่อนจะพยักหน้ายืนยัน

“ท่านเครนท์ซ ....สัญญาณจากพิกัด J 88 ดาวเอ็มเมอร์ราลด์” ฟอกซ์หันมารายงาน ดวงตาสีน้ำตาลเป็นประกายอย่างระวัง เมื่อผู้นำแห่งทราสหันมาช้าๆ เคธานเองก็ถึงกับนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง

“เปิดสัญญาณรับ” เครนท์ซสั่งเสียงเรียบ

จอภาพขนาดใหญ่กระพริบวูบทันที

นิโคเดมัส เครนท์ซ ค่อยๆ คลายหมัดที่กำไว้แน่นเมื่อชายที่ปรากฎบนจอขนาดใหญ่นั้น ไม่ใช่คนที่คาดคิดไว้ ตรงข้ามกับเคธานที่จ้องมองจอภาพอย่างไม่คลาดสายตา

‘ดาห์เรน เป็นเจ้าจริงๆ’ เคธานพิจารณาร่างเล็กเพรียวที่อยู่ในความคิดเขามาตลอดเวลาสามเดือน ร่างตรงหน้าที่ยิ่งดูบอบบางลงไปกว่าเดิม แววตางดงามคู่นั้นแม้จะนิ่งเฉยแต่ก็แฝงแววเศร้าหมอง จนทำให้เคธานอยากจะให้ตนเองได้อยู่เคียงข้างเพียงเพื่อจะได้ปลอบโยนลบรอยเศร้าหมองนั้นออกไป

เมื่อดวงตาสีอำพันของดาห์เรนมองตรงออกมา ร่างในเสื้อคลุมสีขาวก็ต้องหัวใจกระตุกวูบลอบสูดลมหายใจลึก เมื่อสายตามองทอดผ่านไปด้านหลังผู้นำแห่งทราส พบกับดวงตาสีน้ำเงินลึกซึ้งของอีกผู้หนึ่งที่จับจ้องมา ดวงตาสีอำพันเมินหลบพยายามควบคุมตัวเองไว้อย่างสุดความสามารถ ก่อนจะไขว้มือแตะหน้าอกพร้อมกับก้มศีรษะลงช้าๆ

“ท่านเครนท์ซ” ร่างสูงพยักหน้ารับการเคารพ ก่อนกล่าวเสียงเย็นชา

“ข้าต้องได้พบกับตัวแทนของเอ็มเมอร์ราลด์ในการประชุมสหพันธ์วันนี้ไม่ใช่หรือ เจ้าจะอธิบายเรื่องนี้ว่าอย่างไร ดาห์เรนแห่งเอ็มเมอร์ราลด์”

“ข้าเสียใจ ท่านเครนท์ ข้าพยายามติดต่อมาก่อนหน้านี้เพื่อแจ้งว่าเอ็มเมอร์ราลด์ไม่สามารถเข้าร่วมการประชุมได้ แต่การปรวนแปรของบรรยากาศทำให้การสื่อสารขัดข้อง จึงไม่สามารถส่งข่าวได้” ดวงตาสีดำสนิทหรี่ลงเล็กน้อยเมื่อได้ยินคำตอบก่อนจะเอ่ยเสียงเย็นชา

“ต้องเป็นเรื่องที่สำคัญมากซินะจึงทำให้เอ็มเมอร์ราลด์กล้าทำผิดกฎของสหพันธุ์เช่นนี้” ดาห์เรนก้มศีรษะยอมรับ

“ใช่! ดังนั้นทางเอ็มเมอร์ราลด์จะยินดีลงนามและยอมรับข้อตกลงในการประชุมทั้งหมดโดยไม่มีข้อแม้”

ร่างสูงพยักหน้าแล้วรอ ดาห์เรนสบตาทรงอำนาจคู่นั้นแล้วสูดลมหายใจลึก ร่างบางรู้ว่าผู้นำแห่งทราสรอรับฟังเรื่องใดต่อ

“นอกจากนี้แล้วข้ายังมีข้อขอร้องมายังทราส ในเรื่องของซาลไมต์”

“ซาลไมต์?” ดาห์เรนผงกศรีษะก่อนจะเอ่ยต่ออย่างรวดเร็ว

“ท่านเครนท์ซ ข้ารู้ว่ามันครบกำหนดที่จะคืนซาลไมต์ให้กับทราส แต่ข้าต้องการยืมมันไว้อีกช่วงระยะเวลาหนึ่ง” ดวงตาสีดำสนิทของเครนท์ซทอประกายโทสะวูบขึ้นมาเล็กน้อย เหตุใดดาห์เรนมาเจรจาเรื่องนี้เอง คนที่ควรจะพูดเรื่องนี้กับเขาอยู่ที่ใด

“ระยะเวลาหนึ่ง นั่นคืออีกนานเท่าใด” ชายหนุ่มถามเสียงเย็นชา ทำให้ดาห์เรนถอนใจอย่างอัดอั้น

“ข้าไม่แน่ใจ” เครนท์ซระงับโทสะที่พุ่งขึ้นไว้อย่างยากเย็นเมื่อได้ยินคำตอบนั้น

“แล้วลาเฟียอยู่ที่ใด เหตุใดจึงไม่มาเจรจากับข้าเอง”

“ขณะนี้เอ็มเมอร์ราลด์อยู่ในการดูแลของข้า ดังนั้นข้ามีอำนาจในการเจรจาแทนลาเฟีย” ร่างสูงขมวดคิ้วเมื่อตระหนักถึงฐานะของผู้ที่อยู่ตรงหน้า พร้อมๆกับโทสะที่พลุ่งขึ้น

ไม่มีเหตุผล! ในเมื่อลาเฟียเป็นคนขอยืมซาลไมต์กับข้า เมื่อมีเหตุอันใดเขาควรจะมาพูดกับข้าเอง หรือจะให้ข้าเข้าใจว่าข้อตกลงยืมซาลไมต์เป็นเวลาสามเดือนนั่น พวกเจ้าจงใจที่จะผิดสัญญาตั้งแต่แรกงั้นหรือ”

เสียงเย็นชาบ่งบอกถึงโทสะอันรุนแรงของผู้พูด แม้จะอยู่ห่างไกลกันมากแต่ประกายกล้าจากดวงตาคมกริบของร่างสูง ก็ยังทำให้ดาห์เรนเผลอถอยกายไปหนึ่งก้าว พร้อมกับปฏิเสธ

“ไม่ใช่เช่นนั้น ท่านเครนท์ซ” แววตาว้าวุ่นของดาห์เรนทำให้ร่างสูงที่ยืนอยู่เบื้องหลังเครนท์ซเป็นฝ่ายทนไม่ได้ มือใหญ่เอื้อมแตะไหล่เพื่อนสนิท

“เครนท์ซ ดาห์เรนอาจมีเหตุผลก็ได้” แต่เครนท์ซสะบัดมือด้วยโทสะ ทำให้ชายเสื้อคลุมสีดำกระพือพัดขึ้นเมื่อพลังอันรุนแรงแผ่ออกจากร่างสูง จนแม้กระทั่งเคธานยังต้องถอยกายไปหนึ่งก้าว

“ข้าไม่รับฟังเหตุผล ดาห์เรน เอ็มเมอร์ราลด์ต้องส่งซาลไมต์คืนมาเมื่อครบกำหนด และข้าจะไม่ตกลงอะไรอีกไม่ว่ากับเจ้าหรือลาเฟีย” ร่างสูงมองตรงไปข้างหน้าราวกับจะค้นหาใครอีกคน

‘ลาเฟีย เจ้าผิดสัญญา ในเมื่อเจ้าทำเช่นนี้ ข้าก็จะไม่รับฟังอะไรทั้งนั้น’

ดาห์เรนมองร่างสูงแล้วเม้มปากแน่นก่อนจะตัดสินใจ เมื่อร่างสูงหมุนตัวขณะจะเดินออกไปเสียงแผ่วเบาก็เรียกไว้

“ท่านเครนท์ซ แม้ซาลไมต์นั่นจะมีผลต่อชีวิตของลาเฟียอย่างนั้นหรือ” ร่างสูงชะงักเมื่อได้ยินคำถามนั้น แต่ด้วยโทสะและความเข้าใจผิดทำให้เครนท์ซไม่ได้ใส่ใจกับความหมายที่แฝงอยู่ในประโยค

“ใช่”

ดาห์เรนกำหมัดแน่นเมื่อฟังคำตอบ สูดลมหายใจลึกระงับอารมณ์โกรธแกมเสียใจไว้อย่างยากเย็น ดวงตาสีอำพันแปรเปลี่ยนเป็นเย็นชาเมื่อเอ่ยต่อ

“เมื่อท่านกล่าวดังนี้คงไม่มีประโยชน์ที่จะขอร้องต่อไป แต่ข้าไม่อาจปล่อยให้ท่านเข้าใจผิด ลาเฟียสั่งให้คืนซาลไมต์กับทราสเมื่อครบกำหนดแต่ข้ากลับขัดคำสั่งนั้น เพราะหวังว่าท่านอาจจะเห็นแก่ลาเฟียและรับฟังเหตุผลบ้าง แต่ตอนนี้ข้าก็รู้แล้วว่าทุกอย่างที่นี่คงไม่สำคัญกับท่านราชาผู้ยิ่งใหญ่แห่งทราส” สิ่งที่ได้ยินจากดาห์เรนทำให้เครนท์ซชะงัก ลางสังหรณ์ประหลาดทำให้ร่างสูงหันกลับมาช้าๆ

“เจ้าหมายความว่าอย่างไร”

“ลาเฟียไม่ใช่...หลีกเลี่ยงการเจรจากับท่าน แต่ลาเฟีย.......ไม่สามารถจะสนทนากับท่านได้อีกแล้ว” ทุกอย่างในร่างกายของเครนท์ซราวกับจะหยุดนิ่ง จิตใจอันแข็งแกร่งไหววูบอย่างระงับไม่ทัน แล้วก็ราวกับเลือดทุกหยดในร่างจะแข็งตัวด้วยความรู้สึกเยือกเย็น เมื่อได้ยินประโยคต่อไป

“เพราะลาเฟียกำลังรอเวลาที่กลับสู่ความสงบอันเป็นนิรันดร์ ซึ่งก็คงอีกไม่นานนัก” ดาห์เรนชี้นิ้วไปจอภาพอีกจอที่อยู่ทางด้านหลังของตนซึ่งเปลี่ยนภาพไปทันที

“ท่านจะไม่อำลาลาเฟียเป็นครั้งสุดท้ายหรือ...เครนท์ซ แต่ก็นั่นแหละ ท่านก็คงไม่ได้สนใจว่าลาเฟียจะเป็นอย่างไรอยู่แล้ว” ดาห์เรนเค้นเสียงสั่นพร่าออกมา ขณะที่ดวงตาสีอำพันทอประกายเจ็บปวดแทนร่างที่นอนสงบนิ่งอยู่เบื้องหลัง

“ลาเฟีย!” เสียงกระซิบหลุดรอดจากริมฝีปากได้รูป เมื่อจอภาพสะท้อนให้เห็นเงาร่างโปร่งบางในชุดคลุมสีขาวที่นอนสงบนิ่งอยู่บนแท่นแก้วคริสตัลสะท้อนแสงสีฟ้าใส ดวงตาและริมฝีปากงดงามของร่างนั้นปิดสนิท มือไขว้ซ้อนกันกุมซาลไมต์ไว้บนหน้าอก เครนท์ซก้าวเข้าไปใกล้จอภาพด้วยฝีเท้าอันหนักอึ้ง หลุดคำพูดแผ่วเบา

“เกิดอะไรขึ้น?”

“ท่านสนใจด้วยหรือว่าเกิดอะไรขึ้นกับลาเฟีย” ดาห์เรนถามกลับอย่างเย็นชา

“ข้าถามว่าเกิดอะไรขึ้นกับลาเฟีย!!!” เครนท์ซตวาดออกมาอย่างดุดันเมื่อไม่ได้รับคำตอบ ดาห์เรนหายใจลึกควบคุมอารมณ์ก่อนจะตอบ

“4 เดือนก่อน เมื่อเราไปเยือนทราสอย่างเป็นทางการเพื่อขอยืมซาลไมต์ ลาเฟียได้บอกกับท่านแล้วว่า ต้องการพลังของมันในการรักษาอาการเจ็บป่วยราชาของดาวเอ็มเมอร์ราลด์”

“ใช่ เรื่องนั้นข้ารู้อยู่แล้ว” เครนท์ซตวัดเสียงห้วน กำหมัดแน่นเมื่อลางสังหรณ์วูบขึ้น ปริศนาในใจเริ่มคลี่คลาย ดาห์เรนมองดวงตาสีดำสนิทที่มีรอยหวั่นไหววูบหนึ่งก่อนจะเอ่ยต่อ

“และผู้ดำรงตำแหน่งราชาแห่งเอ็มเมอร์ราลด์ในตอนนั้นก็คือ ลาเฟีย” ร่างสูงและคนอื่นๆ ต่างยืนตะลึงนิ่งงันไปเมื่อได้ยินดังนั้น เครนท์ซสูดลมหายใจลึกกำหมัดแน่นระงับความรู้สึกโกรธอันรุนแรงที่ปะปนกับความเสียใจจนแยกกันแทบไม่ออก

ทำไมเจ้าไม่บอกกับโดยตรงว่าซาลไมต์สำคัญกับชีวิตของเจ้า ลาเฟีย

“ทำไม ลาเฟียจะต้อง...”

“เอ็มเมอร์ราลด์ไม่เคยต้องขอร้องผู้ใดมาก่อน นี่เป็นครั้งแรก ลาเฟียจึงต้องการเดินทางมาด้วยตนเอง.....และเมื่อท่านเห็นว่าเรามาที่นี่ในฐานะทูต ลาเฟียจึงไม่ได้บอกฐานะที่แท้จริงกับท่านเพราะเห็นว่า.....ไม่จำเป็นอะไร”

“ไม่จำเป็นอย่างนั้นหรือ?” เครนท์ทวนคำน้ำเสียงเริ่มกราดเกรี้ยวขึ้น

“ใช่! หากทราสตัดสินใจว่าจะไม่ให้ยืมซาลไมต์ ไม่ว่าผู้ใดเดินทางมาก็เป็นเช่นกันไม่ใช่หรือ?” ร่างสูงอึ้งไปวูบหนึ่ง ปล่อยให้ดาห์เรนกล่าวต่อด้วยเสียงกระซิบ

“เพียงแต่.........เมื่อได้ซาลไมต์มา ทุกอย่างมันกลับ....ไม่ได้เป็นอย่างที่คาดไว้”

“ทำไม? ในเมื่อตอนที่ยืมซาลไมต์ เจ้าบอกว่า....อัญมณีนี้จะสามารถช่วยรักษาอาการราชาของเจ้าได้ แล้วทำไมลาเฟียจึง....เป็นเช่นนี้...”

“เป็นเพราะระยะเวลาที่ทิ้งไว้นานเกินไป ทำให้ลาเฟียเหลือพลังน้อยมากจนไม่สามารถดึงพลังจากซาลไมต์มาใช้ได้อย่างสมบรูณ์ ซาลไมต์จึงทำได้แค่รักษาชีวิตของลาเฟียไว้เท่านั้น ถ้าไม่มีมันพลังชีวิตของลาเฟียจะค่อยๆ อ่อนลงจนกระทั่งเสียชีวิต” ดาห์เรนมองร่างสูงตรงหน้า

“ลาเฟียสูญเสียพลังทั้งหมดไปในวันที่เราเดินทางกลับจากทราส วันนั้นหากไม่มีซาลไมต์ ลาเฟียก็คงไม่สามารถเดินทางกลับมาถึงเอ็มเมอร์ราลด์ได้ แต่ถึงแม้มันจะสำคัญต่อชีวิตของตนเองเพียงใดลาเฟียก็ไม่เคยคิดที่จะผิดสัญญา และคำสั่งสุดท้ายของลาเฟียคือ คืนอัญมณีแก่ทราส”

“ลาเฟียสั่งเจ้าไว้” ครั้งนี้เครนท์ซทวนคำนั้นอย่างแผ่วเบา น้ำเสียงอ่อนล้าลง

“ใช่ เพียงแต่ข้า...ไม่อาจเห็นลาเฟียจากไปเช่นนี้ได้”

เครนท์ซยืนนิ่งงันกับคำพูดของดาห์เรน จิตใจวูบลึกเมื่อตระหนักถึงความสูญเสียที่ถาโถมเข้ามาอย่างรุนแรง ความรู้สึกเจ็บปวดบิดเกลียวอยู่ภายในจนแทบจะทรงกายไม่อยู่ สายตาคมคู่นั้นกลับอ่อนแสงลงด้วยความทุกข์ทนและจับจ้องมองไปเพียงจุดเดียว จุดที่เป็นเงาร่างที่อยู่แนบชิดหัวใจตลอดมา

แม้จะห่างไกลแต่เพียงรู้ว่าเจ้ายังอยู่ ข้าก็ยังดำรงอยู่ได้ด้วยความหวัง แต่นี่เจ้าจะจากไปแม้ข้าคิดถึงเพียงใดก็ไม่สามารถพบเจ้าได้อีก ลาเฟียเหตุใดจึงเกิดเรื่องเช่นนี้ขึ้นระหว่างเรา’

ดาห์เรนมองนิโคเดมัส เครนท์ซ ราชาแห่งทราส แล้วเม้มริมฝีปากแน่นเมื่อร่างสูงยังคงยืนนิ่งงันอยู่ตรงหน้า ใบหน้ากระด้างราวกับรูปสลักนั้นเรียบเฉยเพราะเคยชินกับการปกปิดความรู้สึก กลับสร้างความเข้าใจผิดให้กับดาห์เรน ร่างบางจึงตัดใจอย่างเศร้าสลด

“ลาก่อนราชาแห่งทราส เมื่อผ่าน 10 วันไปแล้ว อัญมณีนั้นจะถูกส่งกลับคืนมายังทราส ขอเวลาอีกเพียงนิด ให้ชาวเอ็มเมอร์ราลด์เตรียมตัวกับการสูญเสียผู้เป็นที่รักของเรา” เมื่อขาดคำสัญญาณสุดท้ายที่ส่งมาก็ถูกตัดทันที จอภาพดับวูบลง

“เดี๋ยว! ดาห์เรน! ดาห์เรนเจ้าจะทำอะไร” เครนท์ซก้าวไปหนึ่งก้าวแต่ก็ชะงักเมื่อไม่ทันกับจอภาพที่วูบหายและขาดการติดต่อไป ร่างสูงหันไปตวาดเสียงหนักๆ กับพนักงานสื่อสาร

“มัวทำอะไรอยู่ ติดต่อกลับไปสิ!!!”

“ติดต่อไม่ได้ครับท่านเครนท์ซ สัญญาณทางนั้นปิดการติดต่อไป ไม่สามารถรับข้อความของเรา” เจ้าหน้าที่สื่อสารรายงานอย่างระวังตัวเมื่อเห็นสีหน้าของเครนท์ซ

ร่างสูงกำหมัดแน่นแล้วสูดลมหายใจลึกอย่างสับสนว้าวุ่น และเมื่อหวนนึกถึงเหตุการณ์ทั้งหมด เครนท์ซถึงกับครางในใจอย่างเจ็บปวด

ภาพของร่างบอบบางที่กล่าวคำอำลาในวันสุดท้ายเมื่อหลายเดือนก่อน ภายใต้สีหน้าเรียบเฉยและดวงตาสีมรกตลึกล้ำคู่นั้น ลาเฟียต้องฝืนควบคุมตัวเองขนาดไหน เจ้ารู้แล้วใช่ไหมว่านั่นจะเป็นการลาจากกันครั้งสุดท้าย

ลาเฟีย เจ้าทำไมถึงปิดบังข้า เจ้าช่างใจแข็งแม้กับความตายของตนเอง เจ้าคิดจะจากไปเช่นนี้จริงหรือ หัวใจดวงนั้นของเจ้าทำด้วยอะไรกัน’

ทุกคนในห้องควบคุมเงียบกริบเมื่อสังเกตอาการของร่างสูงที่ยืนนิ่งอยู่ ทุกคนเป็นทหารและผู้ใกล้ชิดกับเครนท์ซ จึงไม่ยากที่จะเข้าใจจิตใจของผู้เป็นราชาของตนในขณะนี้ โดยเฉพาะบุคคลที่เคยพบกับนาธาเนียล ลาเฟีย เงาร่างที่งดงามและกริยานุ่มนวลนั้นยังอยู่ในความทรงจำของทุกคน

“เครนท์ซ เจ้าจะปล่อยให้เป็นเช่นนี้หรือ อีกเพียง 10 วันเท่านั้นนะ หากเอ็มเมอร์ราลด์ส่งซาลไมต์มาถึงนี่ นั่นก็หมายความว่าลาเฟีย.......” เคธานชะงักคำพูด เมื่อเครนท์ซเค้นเสียงออกมา

ไม่! ข้าไม่ยอม ฟอกซ์ แจ้งบรรดาผู้นำของดวงดาวทั้งหมด ส่งพวกเขาขึ้นยานกลับไปได้ภายในหนึ่งชั่วโมง แล้วเตรียมยานโคเม็ตเดินทางสู่เอ็มเมอร์ราลด์”

“ครับท่าน แต่การเดินทางสู่เอ็มเมอร์ราลด์ต้องใช้เวลาเดินทางเกือบ 15 วัน” เครนท์ซกวาดตามองทั่วห้องควบคุม ยิ้มเย็นชา

“หากภายใน 10 วันยังไม่ถึงเอ็มเมอร์ราลด์ พวกเจ้าก็ไม่ต้องควบคุมยานลำใดอีกแล้ว” ร่างสูงหมุนตัวออกไป ทิ้งให้ทุกคนที่นั่งอยู่กลืนน้ำลายลงคออย่างฝืดๆ ก่อนจะรีบหันไปสนใจงานตรงหน้าทันที

ฟอกซ์ก้มศีรษะรับ เคธานตบไหล่เบาๆ ก่อนจะเอ่ย

“ข้าจะจัดการส่งบรรดาผู้นำเหล่านั้นแทนเจ้าเอง เจ้าเตรียมงานที่นี่เถอะ อ้อ! แล้วไม่ต้องส่งข้าเพราะข้าจะไปเอ็มเมอร์ราลด์กับพวกเจ้าด้วย”

“แต่ว่า...”

“ไม่ต้องห่วงฟอกซ์ ข้าก็มีจุดประสงค์ของข้าเช่นกัน ข้าได้บทเรียนที่ดีจากเครนท์ซ และข้าจะไม่ยอมให้มันเกิดขึ้นกับข้า” เคธานนึกถึงดวงตาสีอำพันงดงามที่อยู่ห่างไกล หากเขาต้องตกอยู่ในฐานะเช่นเดียวกับเครนท์ซ หากเขากำลังจะสูญเสียดาห์เรนไปตอนนี้เขาคงไม่สามารถควบคุมตัวเองได้เท่าเครนท์ซแน่ๆ

“แล้วท่านซาร์เมียร์กับฟีล่า”

“ข้าไม่มีเวลาไปส่งพวกนางกลับฟีเดล คงต้องพาพวกนางไปด้วย แต่พวกนางเคยชินกับการเดินทางระหว่างดวงดาวไม่ต้องเป็นห่วงหรอก” ฟอกซ์ถอนใจ ฟิล่าเขาไม่ห่วงหรอก

แต่ท่านหญิงซาร์เมียร์นี่สิ ฟอกซ์นึกถึงพี่สาวต่างมารดาของเคธานแล้วส่ายหน้า แค่นี้ก็ยุ่งมากพออยู่แล้ว เขากลัวว่านางจะก่อความวุ่นวายหรือทำอะไรที่ร้ายกาจเช่นที่แล้วๆ มา โดยเฉพาะเมื่อไปถึงเอ็มเมอร์ราลด์
คงต้องส่งคนคอยดูแลและระวังเป็นพิเศษ เขาไม่ไว้ใจผู้หญิงคนนี้ เธอร้ายกาจเกินกว่าที่นิ่งเฉย และทะเยอทะยานเกินกว่าจะยอมแพ้อะไรง่ายๆ

–˜–˜–˜–˜–˜

“จริงหรือเรนเดล ข่าวนี้เจ้าแน่ใจนะ” เรนเดลนายทหารหนุ่ม รองแม่ทัพคนหนึ่งของเคธานมองร่างอวบอิ่มในอ้อมแขนอย่างหลงใหล

“ครับท่านซาร์เมียร์ ตอนนี้เรากำลังมุ่งหน้าไปเอ็มเมอร์ราลด์” ขณะที่พูดมือใหญ่สากกร้านที่จับอาวุธมาเนิ่นนานลูบคลำ เร้าอารมณ์ร่างงามในอ้อมแขนอย่างหนักหน่วง ชายหนุ่มรู้ดีว่าจะตอบสนองความต้องการอันมากมายของซาร์เมียร์นี้ได้อย่างไร

“อืมม์...เร็วเข้าเรนเดล ข้าต้องการเจ้า” ซาร์เมียร์คลี่ยิ้ม แล้วก็อุทานเบาๆ เมื่อร่างสูงใหญ่แทรกเข้ามา นางชอบความหนักหน่วงรุนแรงของเรนเดลนัก ร่างงามตอบสนองอย่างเร่าร้อน สัมผัสจากมือหยาบกระด้างที่บีบเคล้นลงมากลับสร้างความหฤหรรษ์จนดิ้นพล่าน เสียงหอบหายใจเร่าร้อนจนกระทั่งสะโพกแกร่งกระแทกเข้ามาเป็นครั้งสุดท้าย เสียงกรีดร้องกับเสียงครางหนักๆ ดังขึ้นพร้อมๆ กัน

ซาร์เมียร์ลุกขึ้นยืนช้าๆ มองกระจกเงาตรงหน้าแล้วคลี่ยิ้มอย่างพอใจกับภาพสะท้อนที่เห็น ร่างเปลือยอวบอิ่มสะบัดผ้าแพรสีทองสดใสขึ้นคลุมร่าง เหลือบมองร่างสูงใหญ่ที่นอนหลับสนิทอยู่ข้างๆ แล้วยิ้มเยาะ

‘ผู้ชายก็เท่านี้’

–˜–˜–˜–˜–˜

“ท่านพี่ซาร์เมียร์อารมณ์ดีเรื่องอะไรหรือคะ” ฟีล่าเอ่ยถามผู้เป็นพี่สาวเบาๆ อย่างแปลกใจ เพราะตั้งแต่ที่ร่ำร้องของเดินทางมาด้วย และพบว่าตนเองต้องมาติดบนยานโคเม็ตที่ใช้ประชุมสหพันธ์แทนที่จะไปประชุมที่ดาวทราส ซาร์เมียร์ก็หงุดหงิดอารมณ์เสียตลอดเวลา จนฟีล่าออกจะงงที่อยู่ๆ ก็อารมณ์ดีขึ้นมา ใบหน้างดงามหันมา ดวงหน้าเรียวดวงตาสีฟ้างดงามแต่เยือกเย็นดุจก้อนน้ำแข็งสีฟ้าใส ร่างสูงระหงเดินเยื้องกรายพร้อมกับหัวเราะสำเนียงเย้ยหยัน

“หึ เจ้าอย่ารู้เลยไม่ใช่เรื่องของเด็ก” เรียวปากสีแดงสด คลี่ยิ้มอย่างพอใจ ข่าวที่ได้รัยจากเรนเดล ทหารคนสนิทของเคธาน ทำให้ซาร์เมียร์อยากจะหัวเราะและอยากจะเห็นหน้าเครนท์ซนัก ในที่สุดท่านก็รู้จักความผิดหวังเสียบ้าง

การเดินทางครั้งนี้ก็ไม่เลวนัก

–˜–˜–˜–˜–˜–˜–
จบบทที่ 1